<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Enjoyday.net &#187; การสร้าง Blog ด้วย Wordpress</title>
	<atom:link href="http://www.enjoyday.net/category/wordpress-blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.enjoyday.net</link>
	<description>แนะนำการสร้างเว็บไซต์ สอนทำเว็บตั้งแต่พื้นฐาน สอน HTML,CSS, XHTML แนะนำการใช้งาน Wordpress &#38; Joomla!</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Mar 2011 13:04:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>Plugin WordPress เรียงลำดับ Category แบบตามใจฉัน</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wp-plugin-mycategoryorder.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wp-plugin-mycategoryorder.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 14:52:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress plugin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2804</guid>
		<description><![CDATA[ใน blog ของเราตามปกติก็จะมีการแบ่งประเภท หรือหมวดหมู่ (Category) ของบทความเรื่องต่างๆ เอาไว้เพื่อความสะดวกในการค้นหา หรือให้ผู้ชมเว็บไซต์เลือกอ่านเรื่องที่สนใจได้ง่าย   ซึ่ง blog ส่วนใหญ่ก็จะแสดงหมวดหมู่เป็นเมนูไว้ที่ด้านข้าง (Sidebar) ของเว็บ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ก็แล้วแต่ค่ะ  โดยที่หมวดหมู่เหล่านั้นจะเรียงลำดับตามตัวอักษร ซึ่งบางทีอาจจะไม่ตรงใจเรานัก อยากจะเรียงลำดับเองอ่ะ ทำไงดี ?? ถ้าเราต้องการจะเรียงลำดับหมวดหมู่เอง ต้องอาศัยผู้ช่วยอย่าง Plugin My Category Order ค่ะ http://wordpress.org/extend/plugins/my-category-order/ ไปดาวน์โหลดกันเลยค่ะ เมื่อติดตั้งแล้ว ส่วนการปรับตั้งค่าเรียงลำดับ Category จะอยู่ตรง Posts Box นะคะ  สามารถเรียงลำดับได้ทั้งหมวดหมู่หลัก และหมวดหมู่ย่อย เวลาเรียกใช้ ให้ไปที่ Apperarance &#62; Widgets ให้เราใช้ Widget My Category Order แทน Category ที่มากับ WordPress นะคะ แค่นี้เราก็จะได้ เมนู หมวดหมู่ที่เรียงลำดับแบบตามใจฉันแล้วค่ะ ตัวอย่างจากเว็บผู้เขียนเองค่ะ yakpaiteaw.com (อีกหนึ่งเว็บที่ว่าจะทำให้ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ใน blog ของเราตามปกติก็จะมีการแบ่งประเภท หรือหมวดหมู่ (Category) ของบทความเรื่องต่างๆ เอาไว้เพื่อความสะดวกในการค้นหา หรือให้ผู้ชมเว็บไซต์เลือกอ่านเรื่องที่สนใจได้ง่าย   ซึ่ง blog ส่วนใหญ่ก็จะแสดงหมวดหมู่เป็นเมนูไว้ที่ด้านข้าง (Sidebar) ของเว็บ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ก็แล้วแต่ค่ะ  โดยที่หมวดหมู่เหล่านั้นจะเรียงลำดับตามตัวอักษร ซึ่งบางทีอาจจะไม่ตรงใจเรานัก <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/47.gif' alt=':ไม่ได้:' class='wp-smiley' /> อยากจะเรียงลำดับเองอ่ะ ทำไงดี ??</p>
<p>ถ้าเราต้องการจะเรียงลำดับหมวดหมู่เอง ต้องอาศัยผู้ช่วยอย่าง Plugin My Category Order ค่ะ</p>
<p><a href="http://wordpress.org/extend/plugins/my-category-order/">http://wordpress.org/extend/plugins/my-category-order/</a></p>
<p>ไปดาวน์โหลดกันเลยค่ะ เมื่อติดตั้งแล้ว ส่วนการปรับตั้งค่าเรียงลำดับ Category จะอยู่ตรง Posts Box นะคะ  สามารถเรียงลำดับได้ทั้งหมวดหมู่หลัก และหมวดหมู่ย่อย</p>
<p>เวลาเรียกใช้ ให้ไปที่ Apperarance &gt; Widgets ให้เราใช้ Widget My Category Order แทน Category ที่มากับ WordPress นะคะ แค่นี้เราก็จะได้ เมนู หมวดหมู่ที่เรียงลำดับแบบตามใจฉันแล้วค่ะ</p>
<p>ตัวอย่างจากเว็บผู้เขียนเองค่ะ <a title="ข้อมูลที่เที่ยวไทย" href="http://www.yakpaiteaw.com" target="_blank">yakpaiteaw.com</a> (อีกหนึ่งเว็บที่ว่าจะทำให้ดี แต่ทำแล้วยังไม่ไปไหน เหอๆ)</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/mycategory-wp-plugin.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wp-plugin-mycategoryorder.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>WordPress กับการเลือก Stick บทความเองในหน้าแรก</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-stick-article-frontpage.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-stick-article-frontpage.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 15:08:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2739</guid>
		<description><![CDATA[บางทีในหน้าแรกของ Blog  เราก็อยากจะทำข้อความต้อนรับ หรือ Stick บทความที่สำคัญ หรือเป็นไฮไลต์เอาไว้ ไม่ให้เปลี่ยนเป็นบทความล่าสุดไปซะทุกครั้ง  สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ  เมื่อเราเขียนข้อความต้อนรับ หรือบทความที่เราอยากจะให้ Stick ไว้ที่หน้าแรก เสร็จแล้ว ทางด้านขวามือของ Text Editor จะมี  Publish box  ตรงส่วนของ Visibility ให้เราคลิกที่ Edit ส่วนของ Visibiliy จะขยาย option ให้เราเลือกเพิ่มเติมได้ ให้ tick /ใน check box &#8220;Stick this post to the front page&#8221;  แล้วกดปุ่มบันทึกข้อมูลไปตามปกติค่ะ ทีนี้ในหน้าแรก บทความที่เราเลือกเป็น Stick ก็จะแสดงอยู่ด้านบนแล้วล่ะค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีการเขียนบทความใหม่ๆ เพิ่มในภายหลังก็ตาม และในหน้า Edit Post จะมีข้อความ Sitcky ต่อจากชื่อบทความ ทำให้เราทราบว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บางทีในหน้าแรกของ Blog  เราก็อยากจะทำข้อความต้อนรับ หรือ Stick บทความที่สำคัญ หรือเป็นไฮไลต์เอาไว้ ไม่ให้เปลี่ยนเป็นบทความล่าสุดไปซะทุกครั้ง  สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ </p>
<p>เมื่อเราเขียนข้อความต้อนรับ หรือบทความที่เราอยากจะให้ Stick ไว้ที่หน้าแรก เสร็จแล้ว ทางด้านขวามือของ Text Editor จะมี  Publish box  ตรงส่วนของ Visibility ให้เราคลิกที่ Edit</p>
<p><img class="alignnone" src="http://www.enjoyday.net/images/sticky1.jpg" alt="" width="289" height="217" /></p>
<p>ส่วนของ Visibiliy จะขยาย option ให้เราเลือกเพิ่มเติมได้<br />
ให้ tick /ใน check box &#8220;Stick this post to the front page&#8221;  แล้วกดปุ่มบันทึกข้อมูลไปตามปกติค่ะ</p>
<p><img class="alignnone" src="http://www.enjoyday.net/images/sticky2.jpg" alt="" /></p>
<p>ทีนี้ในหน้าแรก บทความที่เราเลือกเป็น Stick ก็จะแสดงอยู่ด้านบนแล้วล่ะค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีการเขียนบทความใหม่ๆ เพิ่มในภายหลังก็ตาม</p>
<p>และในหน้า Edit Post จะมีข้อความ Sitcky ต่อจากชื่อบทความ ทำให้เราทราบว่า บทความไหนบ้างที่เรากำหนดให้ Stick เอาไว้ในหน้าแรกด้วยค่ะ<br />
<img class="alignnone" src="http://www.enjoyday.net/images/sticky4.jpg" alt="" /></p>
<p> </p>
<p>สมมติเรา New Post  ขึ้นมาเขียนข้อความ About us เอาไว้ แล้วกำหนดเป็นแบบ Stick<br />
ผลที่ได้ก็จะเป็นดังรูปตัวอย่างด้านล่างค่ะ</p>
<p><img class="alignnone" src="http://www.enjoyday.net/images/sticky3.jpg" alt="" /></p>
<p>สำหรับข้อความทักทายในหน้าแรกของ Enjoyday นี่ ไม่ได้ใช้วิธีนี้นะคะ  ใช้วิธีแก้ไข Theme เขียนข้อความฝังลงไปในไฟล์ Theme หน้า index.php เลย  ก็เลยดูเนียน แต่ก็จะไม่ยืดหยุ่น เท่าวิธีนี้ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-stick-article-frontpage.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>14</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>WordPress กับการตัดข้อความบางส่วนแล้วแสดงเป็นลิงค์ Read more</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-read-more.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-read-more.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 14:35:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2732</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการกำหนดค่าให้ WordPress แสดงข้อความแค่บางส่วนตอนต้น เพื่อให้แสดงบทความแบบย่อๆ ได้หลายๆ บทความในหน้าแรก แบบไม่เยิ่นเย้อ  ทำได้ง่ายมากสำหรับ WordPress version ใหม่ๆ ค่ะ  ไม่ทราบเหมือนกันว่าเริ่มตั้งแต่ WordPress version ไหน   เอาเป็นว่าถ้ามีปุ่มฟังก์ชั่น &#8220;Insert More tag&#8221; แบบในรูปก็ใช้ได้เลยค่ะ โดยหลังจากที่เราเขียนบทความเสร็จแล้ว และต้องการให้แสดงข้อความบางส่วน ให้เราคลิกที่จุดที่ต้องการละข้อความ (ตัดข้อความทิ้งไม่ให้แสดงในหน้าแรก)  จากนั้นกดปุ่ม  &#8220;Insert More tag&#8221;  เราก็จะเห็นเส้นขีดแบ่งดังรูป   ข้อความที่ให้แสดง &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;. ข้อความที่ให้ละไม่แสดง &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;   จากนั้นกดปุ่มบันทึกบทความไปตามปกติ แล้วเรียกดู Blog ของเราในหน้าแรก ตัวอย่าง บทความที่ใช้ฟังก์ชั่น &#8220;Insert More tag&#8221;  ก็จะเห็นว่าข้อความในบทความนั้นถูกแสดงแค่ส่วนต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ง่ายๆ แค่นี้ล่ะค่ะ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิธีการกำหนดค่าให้ WordPress แสดงข้อความแค่บางส่วนตอนต้น เพื่อให้แสดงบทความแบบย่อๆ ได้หลายๆ บทความในหน้าแรก แบบไม่เยิ่นเย้อ  ทำได้ง่ายมากสำหรับ WordPress version ใหม่ๆ ค่ะ  ไม่ทราบเหมือนกันว่าเริ่มตั้งแต่ WordPress version ไหน   เอาเป็นว่าถ้ามีปุ่มฟังก์ชั่น &#8220;Insert More tag&#8221; แบบในรูปก็ใช้ได้เลยค่ะ<span id="more-2732"></span></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/readmore.jpg" alt="" width="508" height="34" /></p>
<p>โดยหลังจากที่เราเขียนบทความเสร็จแล้ว และต้องการให้แสดงข้อความบางส่วน ให้เราคลิกที่จุดที่ต้องการละข้อความ (ตัดข้อความทิ้งไม่ให้แสดงในหน้าแรก)  จากนั้นกดปุ่ม  &#8220;Insert More tag&#8221;  เราก็จะเห็นเส้นขีดแบ่งดังรูป</p>
<p> </p>
<p>ข้อความที่ให้แสดง &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/readmore_line.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้อความที่ให้ละไม่แสดง &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p> </p>
<p>จากนั้นกดปุ่มบันทึกบทความไปตามปกติ แล้วเรียกดู Blog ของเราในหน้าแรก</p>
<p>ตัวอย่าง บทความที่ใช้ฟังก์ชั่น &#8220;Insert More tag&#8221; <br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/readmore_ex.jpg" alt="" /></p>
<p>ก็จะเห็นว่าข้อความในบทความนั้นถูกแสดงแค่ส่วนต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ง่ายๆ แค่นี้ล่ะค่ะ  <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/50.gif' alt=':OK:' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-read-more.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>WordPress ก็ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ได้</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-ecommerce.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-ecommerce.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2009 12:42:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านขายสินค้าออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2602</guid>
		<description><![CDATA[WordPress Theme &#8220;Crafty Cart&#8221;  สำหรับทำเว็บขายสินค้าออนไลน์ Free ตัวนี้ ออกแบบมาได้เรียบง่าย สบายตา น่ารักอีกด้วย ถูกใจใช่เลยนะเนี่ย  คิดว่าถ้าจะทำเว็บขายของอะไรจะต้องเอามาใช้แน่นอน  Theme ดีๆ แบบนี้ โดย Billion Studio  ค่ะ View Demo &#124; Download วิธีใช้งาน จะต้องติดตั้ง Plugin เพิ่มเติม ซึ่งก็ฟรีเหมือนกันค่ะ WP e-Commerce plugin http://wordpress.org/extend/plugins/wp-e-commerce/download/ ที่มา : http://www.thekingcart.com/2008/10/02/crafty-cart-free-wordpress-ecommerce-plugin-theme/]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>WordPress Theme &#8220;Crafty Cart&#8221;  สำหรับทำเว็บขายสินค้าออนไลน์ Free ตัวนี้ ออกแบบมาได้เรียบง่าย สบายตา น่ารักอีกด้วย ถูกใจใช่เลยนะเนี่ย  คิดว่าถ้าจะทำเว็บขายของอะไรจะต้องเอามาใช้แน่นอน  Theme ดีๆ แบบนี้ โดย <a rel="nofollow" href="http://www.billionstudio.com/shop/" target="_blank" class="broken_link">Billion Studio</a>  ค่ะ</p>
<p><a rel="nofollow" href="http://demo.billionstudio.com/?wptheme=Crafty Cart" target="_blank" class="broken_link">View Demo</a> | <a rel="nofollow" href="http://www.thekingcart.com/2008/10/02/crafty-cart-free-wordpress-ecommerce-plugin-theme/" target="_blank">Download</a></p>
<p><a href="http://demo.billionstudio.com/?wptheme=Crafty Cart" class="broken_link"><img src="http://www.enjoyday.net/images/WordPress-Crafty-Cart-ecommerce-theme.jpg" alt="Crafy cart wordpress theme" /></a></p>
<p>วิธีใช้งาน จะต้องติดตั้ง Plugin เพิ่มเติม ซึ่งก็ฟรีเหมือนกันค่ะ <a rel="nofollow" href="http://www.instinct.co.nz/e-commerce/" target="_blank">WP e-Commerce plugin</a></p>
<p>http://wordpress.org/extend/plugins/wp-e-commerce/download/</p>
<p>ที่มา : http://www.thekingcart.com/2008/10/02/crafty-cart-free-wordpress-ecommerce-plugin-theme/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-ecommerce.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>WordPress : มาเพิ่มสีสันให้ blog ด้วยการใช้รูป emotion กันค่ะ</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-insert-emotion.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-insert-emotion.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Jun 2009 16:02:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2211</guid>
		<description><![CDATA[ปกติเมื่อเราติดตั้ง WordPress แล้ว จะมี smiles หรือ emotion หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ดุ๊กดิ๊ก มาให้แล้วจำนวนหนึ่ง เก็บอยู่ที่ directory &#8220;wp-includes/images/smilies&#8221; เวลาใช้งานเราต้องรู้ code แล้วพิมพ์เอาเอง เช่น :D, :), :wink:, :( ถึงจะใช้งานได้ ถ้าเราไม่ชอบรูปที่ WordPress ให้มา ก็แก้ไขได้ง่ายๆ ค่ะ โดยหารูป emotion ชุดใหม่ แล้ว rename ชื่อให้เหมือนกับ emotion ชุดที่มีอยู่แล้ว จากนั้นก็ upload ไฟล์เอาไปทับ emotion ชุดเก่า ^^ แต่ถ้าอยากแก้ไขใหม่หมด ก็ลองใช้ Plugin ตัวนี้ช่วยดูค่ะ &#8220;Custom Smilies&#8221; ถ้า Search ใน wrodpress.org จะเจอ 2 ตัว ที่ใช้ชื่อเดียวกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปกติเมื่อเราติดตั้ง WordPress แล้ว จะมี smiles หรือ emotion หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ดุ๊กดิ๊ก มาให้แล้วจำนวนหนึ่ง เก็บอยู่ที่ directory &#8220;wp-includes/images/smilies&#8221; เวลาใช้งานเราต้องรู้ code แล้วพิมพ์เอาเอง เช่น :D, :), :wink:, :(   ถึงจะใช้งานได้</p>
<p>ถ้าเราไม่ชอบรูปที่ WordPress ให้มา ก็แก้ไขได้ง่ายๆ ค่ะ  โดยหารูป emotion ชุดใหม่ แล้ว rename ชื่อให้เหมือนกับ emotion ชุดที่มีอยู่แล้ว   จากนั้นก็ upload ไฟล์เอาไปทับ emotion ชุดเก่า  ^^</p>
<p>แต่ถ้าอยากแก้ไขใหม่หมด ก็ลองใช้ Plugin ตัวนี้ช่วยดูค่ะ <strong>&#8220;Custom Smilies&#8221; </strong></p>
<p>ถ้า Search ใน wrodpress.org จะเจอ 2 ตัว ที่ใช้ชื่อเดียวกัน คือ</p>
<p>http://wordpress.org/extend/plugins/custom-smilies/</p>
<p>http://wordpress.org/extend/plugins/custom-smilies-se/</p>
<p>Plugin 2 ตัวนี้ เหมือนกันที่ ยอมให้เราเพิ่ม emotion และให้เราสามารถตั้งชื่อเรียก emo เหล่านั้นได้เอง   เวลาใช้งานก็เพียงแต่งพิมพ์ชื่อเรียก emo ที่เราตั้งไว้ ใช้ได้ทั้งตอนที่เราเขียนบทความ และในส่วนของ comment    แต่ของ custom-smiles-se จะพิเศษกว่าของ custom-smiles เฉยๆ (ไม่มี se) ที่ดึง emo มาแสดงให้เราในส่วนของ comment ด้วย   ถ้าใช้ custom-smiles มันจะไม่ได้แสดงรูป emo ให้  ต้องยุ่งยากขึ้นอีกนิดหนึ่ง ต้องติด Plugin ตัวอื่นเพิ่มเติม เช่น WP Grins</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>วิธีการใช้งาน</h4>
<p>1. ดาวน์โหลดตัวติดตั้ง จะได้ไฟล์ zip ให้แตกไฟล์นั้น แล้ว upload folder ที่ได้ ไปที่ wp-content/plugins<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/custom-smilies-se/" target="_balnk">http://wordpress.org/extend/plugins/custom-smilies-se/</a></p>
<p>2. หา emotion ที่ถูกใจมาใช้งาน ลองดูที่ kapook.com ก็ได้ค่ะ</p>
<p>3. upload file emotion ที่จะใช้ ไปไว้ที่เก็บ wp-includes/images/smilies</p>
<p>4. login เข้าหน้า admin ไปในส่วนจัดการ Plugin ให้ activate plugin ตัวนี้</p>
<p>5. จากนั้นไปที่ Settings &gt; Smiles เพื่อไปที่หน้า Manage Smiles  เราจะเห็นรูป emotion ที่เรา upload ไว้   ให้ใส่ชื่อเรียก emotion ตามต้องการ แล้วกดปุ่ม update    ที่ด้านล่างในหน้านั้นจะมีให้เรากำหนดค่าการใช้งานบางอย่าง เช่น เรามี emo อยู่สิบตัว แต่อยากให้แสดงในหน้า comment แค่ห้าตัวพอ เราก็ระบุไปค่ะ ว่าต้องการให้แสดงเฉพาะตัวไหนบ้าง<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/custom_smiles.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
6. เมื่อจัดการ emotion เสร็จแล้ว ให้ทดลองใช้งานดูค่ะ   คลิกเข้าไปหน้าเนื้อหาสักหน้า แล้วเลื่อน scrollbar  ไปดูในส่วนของ comment กัน    เราก็จะเห็น emo น่ารักๆ ไว้ให้ผู้ที่จะมาเขียน comment ได้ใช้กัน    จริงๆ แล้วไม่ได้สนใจจุดนี้มากนัก ชอบให้มันเรียบๆ    แต่อยากจะเอาไว้ใช้เองในหน้าเขียนบทความมากกว่าค่ะ   ข้อความยาวๆ มีรูปน่ารักๆ แทรกบ้างจะได้ไม่เบื่อ</p>
<p>ทีแรกอยากจะใช้ set ลิงที่น่ารักๆ แต่เห็นคนใช้เยอะแล้ว จะใช้ชุดหอม ก็ไม่อยากจะซ้ำกับที่ thaiseoboard   เปลี่ยนบรรยากาศใช้ set ที่ไม่เคยใช้ดีกว่า </p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/emotion_comment.jpg" alt="" /></p>
<p>emotion ชุดนี้มันมีหลายตัว น่ารักๆ ทั้งนั้น จะให้แสดงหมดก็กลัวจะโหลดช้า ครั้นจะให้คัดทิ้ง ก็ไม่รู้จะคัดตัวไหนทิ้งดี รักพี่เสียดายน้องไปหมด <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/32.gif' alt=':ขอโทษ:' class='wp-smiley' /> ถ้าใช้แล้วโหลดช้าช่วยแจ้งด้วยนะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-insert-emotion.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการทำ Blog ให้น่าติดตาม</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/เทคนิคการทำ-blog-ให้น่าติดตาม.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/เทคนิคการทำ-blog-ให้น่าติดตาม.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 May 2009 09:00:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1676</guid>
		<description><![CDATA[เทคนิคการทำ Blog ให้น่าติดตาม จะทำอย่างไรให้ Blog ของเรามีคนเข้ามาแล้วอยากกลับเข้ามาอีก เข้ามาแล้วคลิกอ่านหลายๆ หน้า ^^ By enjoyday.net 1. เมื่อผู้ชมเข้ามายัง Blog  สิ่งแรกที่เห็นก็คือหน้าตาของ Blog ซึ่งควรจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมตั้งแต่แรกพบ  (เหมือนรักแรกพบนั่นแหละค่ะ )     Theme ที่เราเลือกใช้นั้นจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของ Blog และมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ชมสนใจคลิกดูหน้าอื่นๆ อีกหรือไม่   ฉะนั้นการเลือก Theme ที่สวยงาม และเข้ากับเนื้อหาของ Blog จะช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจได้  โดยส่วนตัวแล้วชอบหน้าตาเว็บที่เรียบง่าย และดูสะอาดตาค่ะ หน้าตา blog ของ enjoyday ก็เลยออกมาเรียบๆ อย่างที่เห็น ที่มาของรูป blogthemes.info   2. ในหน้าแรกควรมีข้อความแนะนำ Blog ของเราว่าเป็น Blog ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องอะไร  มีไฮไลท์เรื่องอะไร ก็ให้เอามาโชว์ให้หมด   อย่าให้ผู้ชมเข้ามาแล้วงงๆ ที่นี่ที่ไหน สุดท้ายก็จากไปโดยไม่คลิกอ่านสักหน้า 3. ตั้งชื่อเรื่อง/บทความ ที่เขียนให้น่าสนใจ อ่านหัวข้อแล้วสะดุด จนต้องคลิกเข้ามาอ่านเนื้อหา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>เทคนิคการทำ Blog ให้น่าติดตาม</h3>
<p>จะทำอย่างไรให้ Blog ของเรามีคนเข้ามาแล้วอยากกลับเข้ามาอีก เข้ามาแล้วคลิกอ่านหลายๆ หน้า ^^</p>
<p>By <a href="http://www.enjoyday.net">enjoyday.net</a></p>
<p>1. เมื่อผู้ชมเข้ามายัง Blog  สิ่งแรกที่เห็นก็คือหน้าตาของ Blog ซึ่งควรจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมตั้งแต่แรกพบ  (เหมือนรักแรกพบนั่นแหละค่ะ <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/51.gif' alt=':รักนะ:' class='wp-smiley' /> )     Theme ที่เราเลือกใช้นั้นจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของ Blog และมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ชมสนใจคลิกดูหน้าอื่นๆ อีกหรือไม่   ฉะนั้นการเลือก Theme ที่สวยงาม และเข้ากับเนื้อหาของ Blog จะช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจได้ </p>
<p>โดยส่วนตัวแล้วชอบหน้าตาเว็บที่เรียบง่าย และดูสะอาดตาค่ะ หน้าตา blog ของ enjoyday ก็เลยออกมาเรียบๆ อย่างที่เห็น</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/blog_theme.jpg" alt="" /><br />
ที่มาของรูป blogthemes.info<br />
 </p>
<p>2. ในหน้าแรกควรมีข้อความแนะนำ Blog ของเราว่าเป็น Blog ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องอะไร  มีไฮไลท์เรื่องอะไร ก็ให้เอามาโชว์ให้หมด   อย่าให้ผู้ชมเข้ามาแล้วงงๆ ที่นี่ที่ไหน สุดท้ายก็จากไปโดยไม่คลิกอ่านสักหน้า</p>
<p>3. ตั้งชื่อเรื่อง/บทความ ที่เขียนให้น่าสนใจ อ่านหัวข้อแล้วสะดุด จนต้องคลิกเข้ามาอ่านเนื้อหา</p>
<p>4. นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ มีประโยชน์ ทันสมัย อาจเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสนิยม  และควร Update บ่อยๆ </p>
<p>5. เวลาเขียนบทความ ส่วนไหนที่เป็นหัวข้อหลัก หรือหัวข้อย่อย ควรเน้นใส่ตัวหนา หรือเปลี่ยนสีให้ชัดเจน   หรือจะเขียน Overview หัวข้อไว้ก่อนที่จะเข้าส่วนเนื้อหาก็ได้ จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพรวม และจับประเด็นของเนื้อหาได้ดี</p>
<p>6. ในการเขียนบทความ ไม่ควรพิมพ์ข้อความยาวติดเป็นพืด ควรเว้นวรรค และเคาะบรรทัดบ้าง   มีการขึ้นย่อหน้าใหม่เวลาเปลี่ยนเรื่อง   หรืออาจนำเสนอเนื้อหาโดยแบ่งเป็นข้อๆ ก็ได้ จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น</p>
<p>7. ถ้าเนื้อหาที่จะเขียนยาวมาก ควรแบ่งเขียนเป็นตอนๆ จะทำให้คนอ่านไม่ล้า  โดยปกติคนส่วนใหญ่จะไม่นิยมอ่านเรื่องอะไรที่ยาวมากๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรอกค่ะ    อย่างผู้เขียนเวลาอ่านบทความที่ยาวมากๆ มักจะเลิกอ่านกลางคัน  แต่ถ้ามีการแบ่งเป็นตอนๆ กลับอ่านได้จนจบ  เป็นเรื่องของจิตวิทยาอย่างหนึ่ง</p>
<p>8. ใส่ภาพประกอบลงไปในบทความด้วย จะทำให้บทความนั้นน่าสนใจขึ้น ดูแล้วไม่เบื่อ โดยเฉพาะบทความที่สอนการใช้งานโปรแกรม, การติดตั้งโปรแกรม  ถ้ามีภาพประกอบจะช่วยให้เข้าใจง่าย ไม่ต้องเขียนคำบรรยายประกอบจนเยิ่นเย้อ ต้องขยัน Capture รูปหน่อย</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/blog_pic.jpg" alt="" /></p>
<p> 9. การอ้างถึงบทความก่อนให้ใส่ลิงค์เอาไว้ให้ด้วย คนอ่านจะได้คลิกอ่านได้เลยไม่ต้องไปค้นหาเอง เช่น ผู้เขียนเคยเขียนเรื่อง &#8220;Blog คืออะไร&#8221; เอาไว้   ต่อมาเขียนเรื่อง &#8220;การสร้าง <a title="อ่านเรื่อง Blog คืออะไร" href="http://www.enjoyday.net/2009/04/what-is-blog/" target="_blank">Blog</a> ด้วย WordPress&#8221; ก็จะทำลิงค์ไว้ตรงคำว่า Blog ให้เชื่อมไปหน้าบทความ Blog คืออะไร เป็นต้น</p>
<p>10. ติดตั้ง Plugin ที่ทำ Related Posts ไว้ด้วย   บางครั้งคนอ่านมาเจอเว็บเราจากการค้นหาในเว็บ Search Engine ก็จะเข้ามาที่หน้าบทความหน้าใดหน้าหนึ่ง พออ่านเสร็จก็มักจะออกไปเลย แต่ถ้าได้เห็นลิงค์ของเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิน 50% ต้องคลิกอ่านต่อแน่นอนค่ะ</p>
<p>11. ในหน้าบทความ ควรมีลิงค์สำหรับคลิกให้อ่านหน้าก่อนหน้านี้ และหน้าถัดไป  ผู้ชมจะคลิกหรือไม่คลิก ก็แล้วแต่ค่ะ อย่างน้อยเราได้เพิ่มโอกาสให้ผู้ชมได้รู้จัก Blog เรามากขึ้นในบทความอื่นๆ</p>
<p>12. ติดตั้ง Plugin ที่แสดงเรื่อง/บทความ ที่มีคนอ่านมากที่สุด (Most Viewed) หรือแนะนำให้อ่าน (Recommended) ก็เหมือนกับร้านหนังสือที่มีการ show หนังสือที่ติดอันดับขายดีไว้หน้าร้านแหละค่ะ เห็นคนอ่านเยอะๆ ก็ต้องคลิกเข้าไปอ่านดูบ้าง เรื่องของจิตวิทยาอีกแล้ว  </p>
<p>13. ควรมีหน้า Site map หรือแผงผังเว็บไซต์ ที่แสดงเนื้อหาทั้งหมดของ Blog   หน้านี้จะเหมือนกับหน้าสารบัญในหนังสือ เวลาเราจะซื้อหนังสือก็มักจะดูจากสารบัญ ว่ามีเรื่องที่เราสนใจอยากอ่านหรือเปล่า Blog ของเราควรมีหน้านี้เหมือนกันค่ะ</p>
<p>14. อย่ายัดเยียดโฆษณาให้ผู้อ่านมากเกินไป จนน่ารำคาญ</p>
<p>15. ถ้ามีคนมาเขียน Comment ถามอะไร เจ้าของ Blog ก็ควรตอบกลับด้วย แสดงว่าเราน่ะเป็นมิตร แล้วยังจะได้เพื่อนเพิ่มด้วย</p>
<p> </p>
<p>ส่วนตัวแล้วก็คิดออกเพียงเท่านี้เอง ลองเอาไปปรับใช้กันดู <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/50.gif' alt=':OK:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ใครที่มีเทคนิคการทำ Blog ดีๆ ก็อย่าลืมแนะนำกันบ้างนะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/เทคนิคการทำ-blog-ให้น่าติดตาม.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการดีไซน์บล็อกยุคใหม่ (ตอน2)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 15:17:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[บทความดีๆ ที่คัดสรรแล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1657</guid>
		<description><![CDATA[6. ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments) ส่วนความคิดเห็น เป็นบริเวณที่มีการถกกันเกี่ยวกับบทความจากผู้อ่าน/ผู้เยี่ยมชม หน้าที่ของผู้ออกแบบ จะต้องออกแบบให้บริเวณนี้ดูเป็นการสนทนากัน ด้วยการแยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน อาจจะด้วยการกำหนดหมายเลขให้แต่ละความคิดเห็น วิธีนี้ยังช่วยให้ง่ายต่อการอ้างอิงความคิดเห็นต่าง ๆ อีกประการ คือแยกความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ให้ต่างจากความคิดเห็นทั่วไป เพื่อเอาไว้คั่นว่าได้ตอบความเห็นของผู้อ่านถึงไหนแล้ว หรือ ดูว่ามีความเห็นเพิ่มมาอีกหรือป่าว ตัวอย่างส่วนแสดงความคิดเห็นที่ดี 1. Chris Shiflett Chris’ ออกแบบแบบเรียบง่าย อ่านง่าย แยกชื่อผู้ออกความคิดเห็น ออกจาก ความคิดเห็นอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น 2. Darkmotion ผมชอบที่เขาแยกส่วนชื่อผู้ออกความเห็น กับ ความคิดเห็น และดูแล้วได้อารมณ์มาก เหมือนการคุยกัน 3. Blog Design Blog นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง มีตัวเลขบอกลำดับความคิดเห็น และเน้นชื่อผู้ออกความคิดเห็นด้วยกล่องสีฟ้า ทำให้แยกออกจากส่วนของความคิดเห็น วิธีทำให้การออกแบบส่วนแสดงความคิดเห็นออกมาดูดี แยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน วิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยการใช้สี และอีกวิธีคือ วางไว้คนละที่กันอาจจะใช้กรอบครอบแต่ละส่วน หรือใช้เส้นคั่นก็ได้ ใช้สี และ การออกแบบ ให้ชื่อความคิดเห็นของเจ้าของบท ความเด่นกว่าความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชมคนอื่น ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>6. ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments)</h3>
<p>ส่วนความคิดเห็น เป็นบริเวณที่มีการถกกันเกี่ยวกับบทความจากผู้อ่าน/ผู้เยี่ยมชม หน้าที่ของผู้ออกแบบ จะต้องออกแบบให้บริเวณนี้ดูเป็นการสนทนากัน ด้วยการแยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน อาจจะด้วยการกำหนดหมายเลขให้แต่ละความคิดเห็น วิธีนี้ยังช่วยให้ง่ายต่อการอ้างอิงความคิดเห็นต่าง ๆ อีกประการ คือแยกความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ให้ต่างจากความคิดเห็นทั่วไป เพื่อเอาไว้คั่นว่าได้ตอบความเห็นของผู้อ่านถึงไหนแล้ว หรือ ดูว่ามีความเห็นเพิ่มมาอีกหรือป่าว</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนแสดงความคิดเห็นที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.shiflett.org/" target="_blank">Chris Shiflett</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/f.jpg" alt="" /></p>
<p>Chris’ ออกแบบแบบเรียบง่าย อ่านง่าย แยกชื่อผู้ออกความคิดเห็น ออกจาก ความคิดเห็นอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.darkmotion.com/" target="_blank" class="broken_link">Darkmotion</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/fr.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่เขาแยกส่วนชื่อผู้ออกความเห็น กับ ความคิดเห็น และดูแล้วได้อารมณ์มาก เหมือนการคุยกัน</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.blogdesignblog.com/" target="_blank">Blog Design Blog</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/fra.jpg" alt="" /></p>
<p>นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง มีตัวเลขบอกลำดับความคิดเห็น และเน้นชื่อผู้ออกความคิดเห็นด้วยกล่องสีฟ้า ทำให้แยกออกจากส่วนของความคิดเห็น</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนแสดงความคิดเห็นออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>แยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน วิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยการใช้สี และอีกวิธีคือ วางไว้คนละที่กันอาจจะใช้กรอบครอบแต่ละส่วน หรือใช้เส้นคั่นก็ได้</li>
<li>ใช้สี และ การออกแบบ ให้ชื่อความคิดเห็นของเจ้าของบท ความเด่นกว่าความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชมคนอื่น ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรแตกต่างกันแบบสุดโต่ง</li>
<li>แยกข้อมูลอื่น ๆ (ชื่อ วันที่ หมายเลขลำดับการโพสความคิดเห็น) ออกมาจากส่วนของความคิดเห็นเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>7. ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer)</h3>
<p>ส่วนท้ายของบทความจะอยู่ระหว่างด้านล่างบทความ บรรทัดสุดท้ายกับส่วนแสดงความคิดเห็น บ่อยครั้งที่เราจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับส่วนนี้สักเท่าไหร่ และคิดว่าไม่สำคัญ แต่ส่วนท้ายของบทความก็มีค่ามากเหมือนกัน เพราะมันเป็นส่วนที่ชักจูงผู้เยี่ยมชม/ผู้อ่าน ไปยังบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ บทความที่สำคัญ</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนท้ายของบทความที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.freelanceswitch.com/" target="_blank">Freelanceswitch</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/freelanceswitch2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบการออกแบบบล็อกแบบ Collis มาก ให้ความรู้สึกเรียบร้อย สะอาด ดึงดูดความสนใจ<br />
ในตัวอย่างนี้เขาทำได้ดีทีเดียว แยกส่วนเนื้อหาออกจากส่วนเพิ่มเติ่มพิเศษในส่วนท้ายบทความได้ชัดเจน</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.psdtuts.com/" target="_blank">PSDTuts</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/psdtuts.jpg" alt="" /></p>
<p>นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการออกแบบบล็อกแบบ Collis ดึงความสนใจผู้อ่านมาสู่ส่วนที่มีการโหวต และ ทำบุคมาร์คบทความ เขายังแยกส่วนนี้กับส่วนถัดไปออกจากกันด้วยสีพื้นหลัง</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.standardsforlife.com/" target="_blank">Standards for Life</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/standardsforlife2.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนท้ายบทความของ Standards of Life ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย การสลับสี similar posts(เนื้อเรื่องที่คล้ายกัน) ดูแล้วสบายตา</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนท้ายบทความออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ทำให้ส่วนท้ายบทความแตกต่างจากส่วนเนื้อหา เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าทั้งสองส่วนนี้ไม่ไม่ใช่ส่วนเดียวกัน และยังช่วยให้ส่วนท้ายบทความเด่นขึ้น เทคนิคนนี้ทำได้โดยใช้สีพื้นหลังที่ต่างกัน</li>
<li>ตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะเอาอะไรมาใส่ไว้ในส่วนท้ายบทความนี้บ้าง จะได้ไม่ต้องมาทำแล้วลบทิ้งและทำใหม่ ภายหลัง เป็นเหตุให้เสียเวลา</li>
<li>เนื้อหาที่จะนำมาใส่ในส่วนนี้นั้น น่าจะต้องมี บทความที่คล้ายกัน (related posts) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไปยังเรื่องที่น่าสนใจคล้ายกับเรื่องนี้ได้</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>8. ส่วนท้ายของบล็อก(Footer)</h3>
<p>ส่วนท้ายของบล็อกเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน อย่างเต็มที่ (ใช้แค่ใส่ copyright ) แต่ส่วนนี้สามารถนำเมนูรองมาใส่ไว้ได้เพื่อลดความแออัดของลิงค์ ในเมนูรองในด้านข้างบล็อก</p>
<p>เมื่อผู้อ่านมาพบกับส่วนท้ายของบล็อกจะเป็นเวลาที่ผู้อ่าน อ่านเนื้อหาจบแล้ว หรือ อ่านส่วนแสดงความคิดเห็นเสร็จแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณจะได้นำเสนอ บทความอื่น ๆ ในบล็อก ด้วยการวางเมนูรองไว้ในส่วนท้ายบล็อกนี้</p>
<p>ลิงค์ที่น่าจะนำมาใส่ควรเป็น บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด บทความแนะนำ คุณอาจจะใส่ลิงค์ เกี่ยวกับเรา และ การติดต่อไปด้วย ถ้าหากเป้าหมายของคุณคือ ผู้เยี่ยมชมบล็อกติดต่อคุณ</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนท้ายของบล็อกที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.designshack.co.uk/" target="_blank">Designshack</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/designshack.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่ Designshack ใช้ส่วนท้ายของบล็อกเป็นที่วางเมนูรองทั้งหมด โดยด้านข้างบล็อกจะไม่มีเมนูรองเลย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.webdesignerwall.com/" target="_blank">Web Designer Wall</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webdesignerwall2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบความตั้งใจของเจ้าของบล็อก เขาให้ความสำคัญกับส่วนนี้พอ ๆ กับส่วนหัวเลย ผลจึงออกมาดูงดงามยิ่งนัก</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://shiflett.org/" target="_blank">Chris Shiflett</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/shiflett1.jpg" alt="" /></p>
<p>เป็นส่วนท้ายบล็อกที่สะอาด เรียบง่าย มาก ๆ สื่ออกมาได้อย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนท้ายของบล็อกออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ออกแบบให้ส่วนท้ายบล็อกตัดกับส่วนของเนื้อหาบล็อก เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่า ณ ตอนนี้เขาได้อยู่ที่ส่วนท้ายของบล็อกแล้ว</li>
<li>ใส่ลิงค์เท่าที่คุณคิดว่าผู้เยี่ยมชมต้องการใช้ ไม่ควรใส่เรื่อยเปื่อย จับใส่จนรก ทำให้ผู้ใช้หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ สิ่งที่ไม่ควรนำมาใส่เช่น ความคิดเห็นล่าสุด</li>
<li>ออกแบบอย่างเรียบง่ายไม่ต้องฉูดฉาดเกินไป เน้นที่การใช้ประโยชน์</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>9. โฆษณา(Advertisements)</h3>
<p>ในปัจจุบันหลาย ๆ บล็อก ได้นำโฆษณามาแปะไว้ในบล็อก จึงทำให้ส่วนนี้มีความสำคัญมากขึ้น ต้องการการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อไม่ให้บล็อกดูน่าเกียจเกินไปหรือ เพื่อไม่ให้โฆษณษมาบดบังความสำคัญของเนื้อหา</p>
<p>ถ้าหากผู้เยี่ยมชมได้พบเจอกับโฆษณาที่จัดวางไม่ถูกที่ ดูน่าเกียจ อาจจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเอือมระอาบล็อกของคุณ แทนที่คุณจะได้เงินจากการคลิกโฆษณา เขาจะไม่กลับมาบล็อกคุณอีกเลย คุณจึงควรให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่าโฆษณา หากคุณออกแบบและวางโฆษณาไว้อย่างถูกหลัก เงินจากค่าโฆษณามันก็ไม่หนีไปไหนหรอก</p>
<h4>ตัวอย่างโฆษณาที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.copyblogger.com/" target="_blank">Copyblogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/copyblogger.jpg" alt="" /></p>
<p>Copyblogger ใช้โฆษณาที่มีขนาดมาตรฐานทั่วไป (125 x 125) ไว้ด้านบนของบล็อก โดยการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่านี่คือผู้สนับสนุน แต่ก่อนที่คุณจะเห็นโฆษณาคุณจะได้พบกับ tagline ของเขาก่อน ทำให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเนื้อหาบล็อกมากกว่าโฆษณา</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.webdesignerwall.com/" target="_blank">Webdesignerwall</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webdesignerwall1.jpg" alt="" /></p>
<p>Webdesignerwall ไม่ได้มีเพียงแค่โฆษณาขนาดมาตรฐาน แต่ยังมีโฆษณาอยู่ตรงกลางเนื้อหาด้วย และ ด้วยการออกแบบของเขาทำให้ผู้เยี่ยมชมทราบได้ว่านี่เป็นโฆษณา</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.problogger.net/" target="_blank">Problogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/problogger.jpg" alt="" /></p>
<p>Problogger วางโฆษณาไว้ถัดจากโลโก้ของบล็อก แต่มันไม่ได้บดบังความน่าสนใจของโลโก้และเนื้อหาบล็อกเลย</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบโฆษณาออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ถ้าคุณตั้งใจไว้ว่าจะเอาโฆษณามาแปะไว้ในบล็อก ในระหว่างการออกแบบบล็อกคุณจะต้องให้ความสำคัญกับมันด้วย เพื่อให้โฆษณาที่เอามาแปะ เข้ากับบล็อกได้อย่างลงตัว</li>
<li>โฆษณาที่เป็นที่นิยมมาก คือ google’s adsense และโฆษณาขนาด 125 x 125 Google’s adsense เป็นโฆษณาที่ยืดหยุ่นอย่างมาก คุณสามารถเลือกขนาดได้ หรือ รูปแบบการแสดงผลได้ตามที่คุณต้องการ แต่โฆษณาขนาด 125 x 125 จะไม่ค่อยยืดหยุ่นสักเท่าไหร่ โฆษณาประเภทนี้มักจะนำไปใส่ไว้ด้านข้างบล็อก</li>
<li>หลังจากที่ได้ตัดสินใจคร่าว ๆ ไว้แล้วว่าจะใช้โฆษณาแบบไหนก็ให้คุณหาตัวอยางโฆษณาแบบนั้น แล้วคัดลอกมาแปะไว้ในบล็อกคุณ แปะหลอก ๆ ไว้ก่อน เพื่อที่การออกแบบส่วนอื่น ๆ จะได้เข้ากับบล็อกของคุณได้อย่างลงตัว</li>
<li>อย่าลืมออกแบบบล็อกให้สังเกตเห็นโฆษณาได้ง่าย แต่จะต้องไม่บดบังความสำคัญของเนื้อหา ด้านข้างของบล็อกเป็นส่วนที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำโฆษณาไปแปะและ ส่วนที่แย่ที่สุดคือการนำโฆษณาไปไว้ในที่ ๆ ผู้เยี่ยมชมจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมนูของบล็อก</li>
</ul>
<p>Google มีโฆษณาที่เป็นชุดของลิงค์จำนวนหนึ่ง และ ผมมักจะสับสนคิดว่ามันคือเมนูของบล็อก ดังนั้น การระบุว่านี่คือโฆษณาจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/"  target="_blank">http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/</a></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.blogdesignblog.com/blog-design/how-to-blog-design-style-guide/" target="_blank">http://www.blogdesignblog.com/blog-design/how-to-blog-design-style-guide/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการดีไซน์บล็อกยุคใหม่ (ตอน1)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 14:38:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[บทความดีๆ ที่คัดสรรแล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1647</guid>
		<description><![CDATA[ในการออกแบบบล็อก จะสังเกตได้ว่าการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกัน ในบทความนี้ผมจะแยกส่วนประกอบพวกนี้ออกเป็น 9 ส่วน หากคุณให้ความสนใจในแต่ละส่วนมากเท่าไหร่ ภาพรวมของบล็อกที่ออกมาจะดูดีมากเท่านั้น ส่วนหัว(Header) ส่วนเนื้อหา(Content Area) เมนูหลัก(Primary Navigation) เมนูรอง(Secondary Navigation) หัวเรื่อง(Headlines) ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments) ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer) ส่วนท้ายของบล็อก(Footer) โฆษณา(Advertisements) 1.ส่วนหัว(Header) ส่วนหัวเป็นส่วนที่ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเห็นเป็นส่วนแรก เมื่อเข้ามาในบล็อกของคุณ และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งเดียวที่จะแยก ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบล็อกของคุณกับบล็อกอื่น ๆ นับล้านบล็อก เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของบล็อกคุณเพื่อให้เกิดการจดจำ จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าทำไมส่วนหัวจึงสำคัญมากที่สุด ในบรรดากระบวนการออกแบบบล็อก แม้แต่คนที่ไม่ให้ความสนใจกับการออกแบบบล็อกสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับส่วนหัวมาก ตัวอย่างส่วนหัวที่ดี 1. Octwelve Octwelve เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ตัวอักษรที่สวยงาม ในส่วนหัวเพื่อทำให้ส่วนหัวแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของบล็อกอย่างเห็นได้ชัด และยังทำให้คุณรู้ว่าบล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร 2. Cult foo ผมชอบส่วนหัวของ Cultfoo ตรงที่รูปภาพทะลุออกมาจากกรอบ ที่เดิมทีจะเป็นกรอบโค้งและกรอบเหลี่ยม การออกแบบแบบนี้เรียกร้องความสนใจให้บล็อกได้เป็นอย่างดีทีเดียว 3. Darkmotion จุดเด่นของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในการออกแบบบล็อก จะสังเกตได้ว่าการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกัน ในบทความนี้ผมจะแยกส่วนประกอบพวกนี้ออกเป็น 9 ส่วน หากคุณให้ความสนใจในแต่ละส่วนมากเท่าไหร่ ภาพรวมของบล็อกที่ออกมาจะดูดีมากเท่านั้น</p>
<ul>
<li>ส่วนหัว(Header)</li>
<li>ส่วนเนื้อหา(Content Area)</li>
<li>เมนูหลัก(Primary Navigation)</li>
<li>เมนูรอง(Secondary Navigation)</li>
<li>หัวเรื่อง(Headlines)</li>
<li>ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments)</li>
<li>ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer)</li>
<li>ส่วนท้ายของบล็อก(Footer)</li>
<li>โฆษณา(Advertisements)</li>
</ul>
<h3>1.ส่วนหัว(Header)</h3>
<p>ส่วนหัวเป็นส่วนที่ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเห็นเป็นส่วนแรก เมื่อเข้ามาในบล็อกของคุณ และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งเดียวที่จะแยก ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบล็อกของคุณกับบล็อกอื่น ๆ นับล้านบล็อก เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของบล็อกคุณเพื่อให้เกิดการจดจำ จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าทำไมส่วนหัวจึงสำคัญมากที่สุด ในบรรดากระบวนการออกแบบบล็อก แม้แต่คนที่ไม่ให้ความสนใจกับการออกแบบบล็อกสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับส่วนหัวมาก</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนหัวที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.octwelve.com/" target="_blank">Octwelve</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/octwelve.jpg" alt="" /></p>
<p>Octwelve เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ตัวอักษรที่สวยงาม ในส่วนหัวเพื่อทำให้ส่วนหัวแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของบล็อกอย่างเห็นได้ชัด และยังทำให้คุณรู้ว่าบล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.cult-f.net/" target="_blank">Cult foo</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/cultfoo1.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบส่วนหัวของ Cultfoo ตรงที่รูปภาพทะลุออกมาจากกรอบ ที่เดิมทีจะเป็นกรอบโค้งและกรอบเหลี่ยม การออกแบบแบบนี้เรียกร้องความสนใจให้บล็อกได้เป็นอย่างดีทีเดียว<br />
3. <a rel="nofollow" href="http://darkmotion.com/" target="_blank" class="broken_link">Darkmotion</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/darkmotion2.jpg" alt="" /></p>
<p>จุดเด่นของ darkmotion คือ การออกแบบส่วนหัวที่ได้อารมณ์มาก ดูแล้วสนุกสนานรื่นเริง</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนหัวออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ถ้าผมจะออกแบบบล็อกสักอัน สิ่งแรกที่ผมจะทำคือส่วนหัว เพราะ มันเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางในการออกแบบส่วนอื่น ๆ ของบล็อก ดังนั้น ก่อนจะออกแบบส่วนหัวคุณจะต้องตอบให้ได้ก่อนว่า อะไรที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของบล็อกคุณ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ บล็อกของคุณมีไว้เพื่ออะไรและอะไรจะสื่อให้เห็นถึงสิ่งนั้น การทำเช่นนี้ ช่วยให้คุณจะได้ไม่มาปวดหัวทีหลัง ในการแก้ไขระหว่างการออกแบบส่วนหัว</li>
<li>ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางในการออกแบบส่วนหัวมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยและจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การสื่อให้ผู้เยี่ยมชมเห็นวัตถุประสงค์ของบล็อก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้เยี่ยมชม รับรู้ถึงวัตถุประสงค์ได้ในทันทีที่เห็นส่วนหัวของบล็อก</li>
<li>มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่งที่จะลองการออกส่วนหัวแบบอื่น ๆ จนกระทั่งคุณได้เจอสิ่งที่คุณถูกใจ เพราะอย่างที่บอกไปหลายครั้งแล้วว่าส่วนหัวมันสำคัญมากจริง ๆ มันช่วยให้ผู้เยี่ยมชมจดจำบล็อกของคุณได้ด้วย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>2. ส่วนเนื้อหา(Content Area)</h3>
<p>ส่วนเนื้อหาเป็นส่วนที่ผู้อ่านหรือผู้เยี่ยมชม จะใช้เวลาจดจ่ออยู่นานที่สุด สิ่งสำคัญคือจะต้องแน่ใจว่า ส่วนเนื้อหาง่ายต่อการอ่านและ ไม่ควรมีสิ่งที่ดึงความสนใจผู้อ่านมากจนเกินไป สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ ต้องวางโครงสร้างเนื้อหาให้ดีว่าอะไร สำคัญที่สุดไปจนถึงสำคัญน้อยที่สุด</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนเนื้อหาที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.simplebits.com/" target="_blank">Simplebits</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/simplebits1.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนเนื้อหาของ Simplebits ดีที่อ่านง่ายและแยกลิงค์ออกจากส่วนของเนื้อหาได้อย่างชัดเจน แต่มันไม่เรียกร้องความสนใจหรือไม่ตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ ออกแนวเรียบง่าย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.welovewp.com/" target="_blank">We Love WP</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/welovewp1.jpg" alt="" /></p>
<p>ปัญหาใหญ่ในการออกแบบพื้นหลังสีทึบคือยากต่อการอ่าน แต่ถ้าหากทำให้ดีแล้วจะดูสวยงามมาก WeLoveWP ใช้สีน้ำตาลอ่อนจึงไม่ตัดกับพื้นหลังที่ออกทึบมากเท่าไหร่ ทำให้อ่านง่าย</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://blog.webreakstuff.com/" target="_blank">We Break Stuff</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webreakstuff.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบการผสมผสานรูปแบบลิงค์ระหว่างเส้นใต้ที่เป็นจุด ๆ กับสี ทำให้ดูดี</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนเนื้อหาออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาว่าสิ่งไหนสำคัญมากที่สุด ไปจนถึงสำคัญน้อยที่สุด เช่น หัวเรื่องควรเด่นกว่าลิงค์และข้อความที่เป็นตัวหนา</li>
<li>สไตล์การออกแบบเนื้อหาต้องมีส่วนที่ทำหน้าที่เดียวกัน ต้องมีสิ่งที่คล้ายกัน เช่น ลิงค์ต้องมีรูปแบบเหมือนกัน คือ ให้ดูแล้วรู้ว่าเป็นลิงค์เหมือนกัน ไม่ใช่ว่า ลิงค์อันนึงขีดเส้นใต้ อีกอันนึงทำตัวหนา</li>
<li>การกำหนดรูปแบบหรือสไตล์ให้กับลิงค์ ควรทำให้มันเด่นกว่าเนื้อหาธรรมดา เพียงพอที่จะดึงความสนใจผู้อ่านได้แต่ไม่ควรเด่นมากจนเกินไป</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>3. เมนูหลัก(Primary Navigation)</h3>
<p>เมนูหลักคือชุดของลิงค์ที่จะนำพาไปสู่ส่วนของอื่น ๆ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน (area) ในบล็อกโดยทั่วไปแล้วจะวางไว้ใกล้กับส่วนหัว (ความจริงไม่ต้องวางไว้ตรงนี้ก็ได้) แต่การวางไว้ใกล้กับส่วนหัวมันมีประโยชน์ตรงที่ ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าเมนูหลักจะต้องอยู่แถวนี้</p>
<h4>ตัวอย่างเมนูหลักที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.alistapart.com/" target="_blank">A list apart</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/alistapart.jpg" alt="" width="505" height="140" /></p>
<p>AList Apart เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งในการนำเมนูหลักไว้ด้านบน</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.mindtwitch.com/" target="_blank">Mindtwitch</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/mindtwitch.jpg" alt="" /></p>
<p>Mindtwitch ใช้การความแตกต่างของพื้นผิวแสดงทำให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเมนูหลัก</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.jogger.pl/" target="_blank">Jogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/jogger.jpg" alt="" /></p>
<p>เมนูหลักของ Jogger เรียบง่าย และทำได้ง่าย แต่มันสื่อสารออกมาได้อย่างชัดแจ้ง และยังกลืนเข้ากับส่วนอื่น ๆ ได้อย่างแนบเนียน</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบเมนูหลักออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>จำนวนลิงค์ในส่วนเมนูหลักไม่ควรมีเยอะเกินไป ทั้งนี้ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องมีไม่เกินกี่ลิงค์ แต่โดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 6-7 ลิงค์</li>
<li>ส่วนของเมนูหลักควรสงวนไว้ให้ เฉพาะลิงค์ที่ไปสู่หน้าหลักของส่วนอื่น ๆ ของบล็อก โดยที่หน้านั้นสามารถพาผู้เยี่ยมชมไปสู่ส่วนย่อยต่าง ๆ(เมนูรองนั่นเอง) ได้อีก</li>
<li>ตัวอย่างเมนูหลักที่เห็นได้ทั่วไปคือ การติดต่อ(contact) เกี่ยวกับเรา (about) คุณสมบัติ/คุณลักษณะของเมนูหลัก ขึ้นอยู่กับว่า คุณออกแบบโครงสร้างบล็อกของคุณอย่างไร และ อะไรที่คุณต้องการให้ผู้เยี่ยมชมบล็อกของคุณสนใจ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>4. เมนูรอง(Secondary Navigation)</h3>
<p>เมนูรองคือชุดของลิงค์ที่นำพาผู้เยี่ยมชมไปยังส่วนย่อยอื่น ๆ ของเนื้อหาที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน(section) โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบส่วนด้านข้าง(sidebar) เมนูรองมีความสำคัญไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงส่วนย่อยอื่น ๆ ของบล็อกที่เมนูหลักไม่ได้คลอบคลุมถึงได้</p>
<p>เมนูรองที่ดีควรจะเป็นลิงค์ไปยังบทความ ที่ผู้เยี่ยมชมคลิกดูมากที่สุด ลิงค์ของชุดบทความ (บทความที่มีหลายตอน) หรือจะเป็นสิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่คุณอยากให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่าย</p>
<h4>ตัวอย่างเมนูรองที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.elitistsnob.com/" target="_blank">Elitistsnob</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/elitistsnob2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่ส่วนด้านข้างเด่นชัด แยกออกมาจากส่วนอื่น ๆ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถมองหาได้ง่าย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.mancub.net/" target="_blank">Mancub</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/mancub1.jpg" alt="" /></p>
<p>ชอบที่ส่วนด้านข้างผุดออกมาจากเนื้อหา</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://wp-themes.designdisease.com/" target="_blank">Designdisease</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/designdisease1.jpg" alt="" /></p>
<p>Design Disease ใช้สีส้มทำให้ส่วนข้างเด่นกว่าส่วนอื่น ๆ</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบเมนูรองออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>หลักการก็เหมือนกับการออกแบบเมนูหลัก คือใส่ลิงค์แค่ที่จำเป็น</li>
<li>แยกส่วนของเมนูรองออกจากส่วนอื่น ๆ โดยการใช้รูปแบบลิงค์ที่แตกต่างจากส่วนอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ดูเป็นระบบระเบียบ (ดูรู้ว่านี่คือเมนูรอง ไม่ใช่ปนอยู่กับเนื้อหา) ง่ายต่อการใช้งาน</li>
<li>ไม่ควรใส่ของตกแต่งจำพวกโปรแกรมเล็ก ๆ เช่น ปฏิทิน เข้าไปในส่วนของเมนูรองมากนัก เพราะจะทำให้รกตาและมันยังไม่ได้ช่วยให้ผู้เยี่ยมชม หาสิ่งที่ต้องการเจอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>5. หัวเรื่อง(Headlines)</h3>
<p>หัวเรื่องของแต่ละบทความมีไว้เพื่อดึงดูดความสนใจผู้อ่าน และยั่วเย้าให้อ่านเนื้อหาทั้งหมดในที่สุด การจะทำเช่นนี้ได้ หัวเรื่องของคุณจะต้องเด่น โดยสามารถทำได้หลากหลายวิธี</p>
<h4>ตัวอย่างหัวเรื่องที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://henryjones.us/" target="_blank">Henry Jones</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/henryjones.jpg" alt="" /></p>
<p>Henry Jones เป็นตัวอย่างการออกแบบหัวเรื่องที่ดูเรียบง่ายมาก ๆ แต่ถึงจะเรียบง่ายมันก็สามารถดึงความสนใจมาสู่หัวเรื่องได้ อาจจะด้วยการใช้ไอคอนแปะไว้กับวันที่ และจำนวนความคิดเห็น ที่อยู่ถัดลงมาจากหัวเรื่อง</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.ilovetypography.com/" target="_blank">I Love Typography</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/ilovetype.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวอย่างนี้ใช้สีสันและแบบตัวอักษรแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ยั่วยวนใจผู้เยี่ยมชม</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://blogsolid.com/" target="_blank">Blogsolid</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/blogsolid1.jpg" alt="" /></p>
<p>Blogsolid ใช้ยุทธวิธีในการดึงดูดความสนใจผู้เยี่ยมชมมาสู่หัวเรื่อง ด้วยการนำรูปภาพงานศิลปอันงดงามมาวางไว้ใกล้กับหัวเรื่อง</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบหัวเรื่องออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>วิธีที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ กำหนดสีให้หัวเรื่องแตกต่างจากตัวเนื้อหา</li>
<li>ใช้แบบอักษรให้แตกต่างจากเนื้อหา โดยทั่วไปนิยมใช้ แบบอักษร serif กับหัวเรื่อง และ แบบอักษร non-serif กับส่วนเนื้อหา</li>
<li>ขนาดตัวอักษร หัวเรื่องไม่ควรใช้ขนาดตัวอักษรที่ใกล้เคียงกับเนื้อหา (ถึงแม้จะใหญ่กว่าเล็กน้อยก็ตาม) เพราะจะทำให้ผู้อ่านแยกแยะได้ยากว่าอันไหนคือหัวเรื่อง</li>
<li>วิธีที่จะทำให้หัวเรื่องเด่นมาแต่ไกล ทำได้โดยเอาวันที่โพสบทความใส่เข้าไปบริเวณเดียวกับหัวเรื่องด้วย</li>
</ul>
<p>ที่มา <a href="http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/" target="_blank">http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>WordPress Theme &amp; Plugin ที่ใช้ใน enjoyday</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-plugin.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-plugin.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 May 2009 15:01:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1249</guid>
		<description><![CDATA[Theme ที่ใช้ใน enjoyday คือ disaster-right + coolbreez จาก wpdots.net  enjoyday ใช้ 2 Theme มา mix กัน   เป็น Theme ที่เรียบง่าย ใส่ภาพที่ด้านหน้าแต่ละบทความได้ มีที่ใส่โฆษณาด้านขวา และท้ายบทความยังใส่ Social Bookmark ไว้ให้ด้วย ภายหลัง enjoyday ได้มีการแก้ไข style sheet ใหม่พอสมควรค่ะ . Plugin ที่ใช้ใน enjoyday 1. Akismet เป็น Plugin ที่ใช้สำหรับป้องกัน spammer ทั้งหลาย ที่ชอบมาโพสท์ comment ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บ    Akismet เป็น plugin มาตรฐานที่ติดมาพร้อมกับตัว wordpress  ไม่ต้องไปหาเพิ่มเติมที่ไหน วิธีใช้งานอ่านที่นี่ค่ะ http://www.wordthai.com/index.php?topic=4.0 . 2. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>Theme ที่ใช้ใน enjoyday</h4>
<p>คือ disaster-right + coolbreez จาก wpdots.net <br />
enjoyday ใช้ 2 Theme มา mix กัน   เป็น Theme ที่เรียบง่าย ใส่ภาพที่ด้านหน้าแต่ละบทความได้ มีที่ใส่โฆษณาด้านขวา และท้ายบทความยังใส่ Social Bookmark ไว้ให้ด้วย<br />
ภายหลัง enjoyday ได้มีการแก้ไข style sheet ใหม่พอสมควรค่ะ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>Plugin ที่ใช้ใน enjoyday</h4>
<p><strong>1. Akismet</strong><br />
เป็น Plugin ที่ใช้สำหรับป้องกัน spammer ทั้งหลาย ที่ชอบมาโพสท์ comment ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บ    Akismet เป็น plugin มาตรฐานที่ติดมาพร้อมกับตัว wordpress  ไม่ต้องไปหาเพิ่มเติมที่ไหน<br />
วิธีใช้งานอ่านที่นี่ค่ะ<br />
<a href="http://www.wordthai.com/index.php?topic=4.0" target="_blank">http://www.wordthai.com/index.php?topic=4.0</a><br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><strong>2. All in One SEO Pack<br />
</strong>Plugin ตัวนี้ ทำให้เราสามารถปรับแต่งข้อความในส่วนของ Title, Description และ Keywords ของหน้าแรก (Homepage) และของแต่ละหน้าบทความที่เราเขียน ซึ่งเป็นประโยชน์ในทาง SEO ค่ะ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/all-in-one-seo-pack/">http://wordpress.org/extend/plugins/all-in-one-seo-pack/</a></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.<br />
</span><strong>3. Archives by Categories</strong><br />
เป็น Plugin ที่ enjoyday นำมาใช้ทำเป็นหน้า Site Map ค่ะ<br />
<a href="http://www.dagondesign.com/articles/archives-by-selected-categories-plugin-for-wordpress/" target="_blank">http://www.dagondesign.com/articles/archives-by-selected-categories-plugin-for-wordpress</a></p>
<p>เมื่อติดตั้งแล้ว ให้ New Page ขึ้นมาหน้าหนึ่ง ใส่บรรทัดนี้ลงไป<br />
&lt;!&#8211; ddarchivesbycat &#8211;&gt;<br />
แล้วบันทึก ง่ายๆ แค่นี้แหละค่ะ<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><strong>4. Google Sitemap Generator<br />
</strong>ช่วยทำ Google XML sitemaps ให้อัตโนมัติ เวลาที่เรามีการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหา  มันจะแจ้งไปยัง Search Engine อย่าง  Google,  Yahoo, MSN Search และ ASK.com ให้มาเก็บข้อมูลบทความที่เราเขียน   หลังจากติดตั้งแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/google-sitemap-generator/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/google-sitemap-generator/</a><br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><strong>5. Must Read Post</strong><br />
Plugin สำหรับเพิ่ม widget บทความที่แนะนำให้อ่าน (Recommended) หลังจากติดตั้งแล้ว ให้ไปเพิ่ม widget  &#8220;Must Read Post&#8221; ที่ sidebar  จะเปลี่ยนชื่อก็ได้ค่ะ  เวลาใช้งานให้เพิ่ม custom field &#8220;must-read&#8221;=true  ในบทความที่อยากให้แสดงใน widget นี้ค่ะ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/must-read-posts/ " target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/must-read-posts/ </a> <br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><strong>6. Simple Tags</strong><br />
Plugin ตัวนี้ ช่วยให้เราสามารถแก้ไข Tag (คำในการค้นหา หรือ Keyword) ได้ง่ายๆ   และสามารถทำ Related Posts ได้อีกด้วย โดยจะดึงหัวข้อที่เราใช้ Tag เดียวกันมาแสดงให้ค่ะ<br />
<a href="http://www.herewithme.fr/wordpress-plugins/simple-tags" target="_blank">http://www.herewithme.fr/wordpress-plugins/simple-tags</a></p>
<p>เพิ่มบรรทัดนี้ไปในหน้าที่แสดงบทความ (single.php) ในส่วนที่ต้องการให้แสดง Related Posts<br />
&lt;?php st_related_posts(); ?&gt;</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.<br />
</span><strong>7. WassUp<br />
</strong>เป็น Plugin ที่บอกว่ามี Visitors online กี่คน และยังช่วยเก็บสถิติข้อมูลของผู้ที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ Bot ว่ามีการเข้ามาเยี่ยมเว็บเมื่อใด  ลิงค์มาจากไหน  เข้ามาจาก Search Engine ด้วยคำค้นหาใด  ใช้ Browser รุ่นใด  เปิดดูหน้าไหนบ้าง และอื่นๆ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/wassup/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/wassup/</a><br />
<span style="color: #ffffff;"> .</span></p>
<p><strong>8. WordPress Database Backup</strong><br />
ผู้เขียนใช้ Plugin ตัวนี้ เพื่อช่วย Backup database แล้วส่งไปเก็บที่อีเมล์ค่ะ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/wp-db-backup/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/wp-db-backup/</a></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
<strong>9. WP-Optimize</strong><br />
Plugin ตัวนี้จะช่วยเรา Clean ข้อมูลที่ไม่จำเป็นใน database เช่น ข้อมูลที่ WordPress  ทำ Auto save หลายๆ ครั้ง ตอนที่เราเขียนบทความ, Spam ต่างๆ<br />
<a href="http://wordpress.org/extend/plugins/wp-optimize/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/wp-optimize/</a></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.<br />
</span><strong>10. WP-PostViews<br />
</strong>เป็น Plugin ที่ใช้นับจำนวนครั้งที่แต่ละบทความถูกเปิดอ่าน  หลังจากติดตั้งแล้ว ให้ไปเพิ่ม widget  &#8220;Most Viewed&#8221; ที่ sidebar  เพื่อแสดงบทความที่ถูกอ่านมากที่สุดได้<br />
<a href="http://lesterchan.net/wordpress/readme/wp-postviews.html">http://lesterchan.net/wordpress/readme/wp-postviews.html</a></p>
<p>และเพิ่มบรรทัดนี้ไปในจุดที่ต้องการแสดงว่าบทความนี้ถูกอ่านไปแล้วกี่ครั้ง (เช่น ในไฟล์ index.php, single.php, archive.php)<br />
&lt;?php if(function_exists(&#8216;the_views&#8217;)) { the_views(); } ?&gt;<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><strong>11. WP Super Cache<br />
</strong>Plugin ตัวนี้จะช่วยให้เครื่อง Server ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะมีการเก็บข้อมูลที่ใช้บ่อยไว้ใน Cache  ลดการดึงข้อมูลของฐานข้อมูล  (query) ซึ่งจะช่วยทำให้ WordPress ของเราทำงานได้เร็วขึ้นค่ะ <br />
 <a href="http://wordpress.org/extend/plugins/wp-super-cache/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/wp-super-cache/</a></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>Plugin ที่ทำงานเหมือนหรือคล้ายกันมีหลายตัวค่ะ  enjoyday ได้เลือกใช้ Plugin ที่ส่วนใหญ่ติดตั้งแล้ว ไม่ต้องปรับแก้อะไรมากมาย ดีๆ ทุกตัวค่ะ    ถ้า Plugin ตัวไหนไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องไปติดตั้งมันนะคะ หน้าเว็บเพจจะได้โหลดเร็วๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-theme-plugin.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>14</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการติดตั้ง Plugin ให้ WordPress</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/wordpress-plugin.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/wordpress-plugin.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 May 2009 14:59:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1244</guid>
		<description><![CDATA[WordPress Plugin เป็นส่วนเสริม หรือลูกเล่นที่เราใส่เพิ่มเข้าไปใสโปรแกรมหลัก ให้มีความสามารถมากขึ้น เช่น การทำ Related Post, นับจำนวนคนอ่านบทความ, การตัดบทความที่ยาว แล้วแสดงเป็นลิงค์ Continue reading แทน, การทำ Poll และอื่นๆ อีกมากมายค่ะ วิธีการติดตั้ง Plugin 1. ให้ไปที่เว็บไซต์ http://wordpress.org/extend/plugins/ หรือเว็บไซต์อื่นที่แจก Plugin ของ WordPress ฟรี เช่น http://lesterchan.net/portfolio/programming/php/ หรือ สามารถ Search หาจาก Google.com ได้ค่ะ . 2. ในเว็บไซต์ของ WordPress จะมี Plugin ให้เราเลือกมากมาย ลองคลิกเข้าไปอ่านความสามารถ วิธีการติดตั้ง วิธีการใช้งานก่อน ถ้าถูกใจแล้วก็ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยค่ะ . 3. เมื่อได้ไฟล์ Plugin นามสกุล .zip มาแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>WordPress Plugin เป็นส่วนเสริม หรือลูกเล่นที่เราใส่เพิ่มเข้าไปใสโปรแกรมหลัก ให้มีความสามารถมากขึ้น เช่น การทำ Related Post, นับจำนวนคนอ่านบทความ, การตัดบทความที่ยาว แล้วแสดงเป็นลิงค์ Continue reading แทน, การทำ Poll และอื่นๆ อีกมากมายค่ะ</p>
<h3>วิธีการติดตั้ง Plugin</h3>
<p>1. ให้ไปที่เว็บไซต์ <a href="http://wordpress.org/extend/plugins/" target="_blank">http://wordpress.org/extend/plugins/</a>  <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/linkex.gif' alt=':ลิงค์ออก:' class='wp-smiley' /><br />
หรือเว็บไซต์อื่นที่แจก Plugin ของ WordPress ฟรี เช่น http://lesterchan.net/portfolio/programming/php/<br />
หรือ สามารถ Search หาจาก Google.com ได้ค่ะ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
2. ในเว็บไซต์ของ WordPress จะมี Plugin ให้เราเลือกมากมาย ลองคลิกเข้าไปอ่านความสามารถ วิธีการติดตั้ง วิธีการใช้งานก่อน ถ้าถูกใจแล้วก็ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยค่ะ <img src="http://www.enjoyday.net/images/wordpress_plugin1.jpg" alt="install wordpress plugin" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
3. เมื่อได้ไฟล์ Plugin นามสกุล .zip มาแล้ว สามารถติดตั้งได้ 2 วิธีคือ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีที่1</span>  ไม่ต้องแตกไฟล์  ให้ Login เข้าไปหน้าจัดการ Blog เลือกเมนู Plugin&gt;Add New  จากนั้นให้ &#8220;Browse&#8221; เลือกไฟล์ Plugin นามสกุล .zip ที่เก็บอยู่ในเครื่อง แล้วกดปุ่ม &#8220;Install Now&#8221; <img src="http://www.enjoyday.net/images/wordpress_plugin2.jpg" alt="install wordpress plugin" />  </p>
<p>รอจนกว่าจะขึ้นหน้าแสดงข้อความ Successfully installed the plugin.  จากนั้นให้คลิกที่ Activate Plugin เพื่อเริ่มใช้งาน Plugin ตัวนั้น</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/wordpress_plugin3.jpg" alt="install wordpress plugin" /></p>
<p> หรือ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีที่2</span>  ให้แตกไฟล์ .zip นั้นก่อน แล้ว Upload ทั้ง folder ไปที่ Host ตาม path นี้ /public_html/yourblog/wp-content/plugins (บางครั้ง Plugin ก็เป็นแค่ไฟล์ .php ไฟล์เดียว) </p>
<p>ผู้เขียนชอบใช้วิธีนี้มากกว่าค่ะ เพราะถ้าไฟล์มีขนาดใหญ่ ใช้วิธีแรกอาจจะนาน และ Error  ได้ง่ายๆ</p>
<p>จากนั้น Login เข้าหน้าจัดการ Blog เลือกเมนู Plugin &gt; Installed</p>
<p>ที่หน้าจอจะแสดง Plugin ที่มีทั้งหมด ที่อยู่ใน folder wp-content&gt;plugins<br />
แบ่งเป็นส่วนของ Currently Active Plugins คือ Plugin ที่กำลังใช้งานอยู่ (ด้านบน) และส่วน Inactive Plugins จะมีรายชื่อ Plugin ที่ไม่ได้ถูกใช้งาน (ด้านล่าง)</p>
<p>ในส่วนของ Inactive Plugins ให้คลิกที่ Action : Activate ในบรรทัดของ Plugin ที่เราต้องการใช้งาน<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/wordpress_plugin4.jpg" alt="install wordpress plugin" /></p>
<p>แล้ว Plugin นั้นจะเปลี่ยนมาแสดงในส่วนของ Currently Active Plugins (ด้านบน)แทน</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p> การใช้งาน Plugin แต่ละตัวไม่เหมือนกัน บางตัวแค่ Activate ก็ทำงานทันที เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีก    แต่บางตัวก็ต้องมีการ set เพิ่มเติม ให้อ่านวิธีใช้จากคำแนะนำการใช้งานของ Plugin นั้นๆ อีกทีค่ะ  เมื่อติดตั้งแล้วเรายังสามารถปรับค่าต่างๆ ของ Plugin ได้ตามต้องการ ซึ่ง Plugin มักจะมาอยู่ในส่วนของ Settings / Tool ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/wordpress-plugin.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
