<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Enjoyday.net &#187; 3. ออกแบบเว็บไซต์</title>
	<atom:link href="http://www.enjoyday.net/category/how-to-create-a-website/web-design/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.enjoyday.net</link>
	<description>แนะนำการสร้างเว็บไซต์ สอนทำเว็บตั้งแต่พื้นฐาน สอน HTML,CSS, XHTML แนะนำการใช้งาน Wordpress &#38; Joomla!</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Mar 2011 13:04:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>แนวทางการดีไซน์บล็อกยุคใหม่ (ตอน2)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 15:17:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[บทความดีๆ ที่คัดสรรแล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1657</guid>
		<description><![CDATA[6. ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments) ส่วนความคิดเห็น เป็นบริเวณที่มีการถกกันเกี่ยวกับบทความจากผู้อ่าน/ผู้เยี่ยมชม หน้าที่ของผู้ออกแบบ จะต้องออกแบบให้บริเวณนี้ดูเป็นการสนทนากัน ด้วยการแยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน อาจจะด้วยการกำหนดหมายเลขให้แต่ละความคิดเห็น วิธีนี้ยังช่วยให้ง่ายต่อการอ้างอิงความคิดเห็นต่าง ๆ อีกประการ คือแยกความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ให้ต่างจากความคิดเห็นทั่วไป เพื่อเอาไว้คั่นว่าได้ตอบความเห็นของผู้อ่านถึงไหนแล้ว หรือ ดูว่ามีความเห็นเพิ่มมาอีกหรือป่าว ตัวอย่างส่วนแสดงความคิดเห็นที่ดี 1. Chris Shiflett Chris’ ออกแบบแบบเรียบง่าย อ่านง่าย แยกชื่อผู้ออกความคิดเห็น ออกจาก ความคิดเห็นอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น 2. Darkmotion ผมชอบที่เขาแยกส่วนชื่อผู้ออกความเห็น กับ ความคิดเห็น และดูแล้วได้อารมณ์มาก เหมือนการคุยกัน 3. Blog Design Blog นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง มีตัวเลขบอกลำดับความคิดเห็น และเน้นชื่อผู้ออกความคิดเห็นด้วยกล่องสีฟ้า ทำให้แยกออกจากส่วนของความคิดเห็น วิธีทำให้การออกแบบส่วนแสดงความคิดเห็นออกมาดูดี แยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน วิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยการใช้สี และอีกวิธีคือ วางไว้คนละที่กันอาจจะใช้กรอบครอบแต่ละส่วน หรือใช้เส้นคั่นก็ได้ ใช้สี และ การออกแบบ ให้ชื่อความคิดเห็นของเจ้าของบท ความเด่นกว่าความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชมคนอื่น ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>6. ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments)</h3>
<p>ส่วนความคิดเห็น เป็นบริเวณที่มีการถกกันเกี่ยวกับบทความจากผู้อ่าน/ผู้เยี่ยมชม หน้าที่ของผู้ออกแบบ จะต้องออกแบบให้บริเวณนี้ดูเป็นการสนทนากัน ด้วยการแยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน อาจจะด้วยการกำหนดหมายเลขให้แต่ละความคิดเห็น วิธีนี้ยังช่วยให้ง่ายต่อการอ้างอิงความคิดเห็นต่าง ๆ อีกประการ คือแยกความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ให้ต่างจากความคิดเห็นทั่วไป เพื่อเอาไว้คั่นว่าได้ตอบความเห็นของผู้อ่านถึงไหนแล้ว หรือ ดูว่ามีความเห็นเพิ่มมาอีกหรือป่าว</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนแสดงความคิดเห็นที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.shiflett.org/" target="_blank">Chris Shiflett</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/f.jpg" alt="" /></p>
<p>Chris’ ออกแบบแบบเรียบง่าย อ่านง่าย แยกชื่อผู้ออกความคิดเห็น ออกจาก ความคิดเห็นอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.darkmotion.com/" target="_blank" class="broken_link">Darkmotion</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/fr.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่เขาแยกส่วนชื่อผู้ออกความเห็น กับ ความคิดเห็น และดูแล้วได้อารมณ์มาก เหมือนการคุยกัน</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.blogdesignblog.com/" target="_blank">Blog Design Blog</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/fra.jpg" alt="" /></p>
<p>นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง มีตัวเลขบอกลำดับความคิดเห็น และเน้นชื่อผู้ออกความคิดเห็นด้วยกล่องสีฟ้า ทำให้แยกออกจากส่วนของความคิดเห็น</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนแสดงความคิดเห็นออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>แยกแต่ละความคิดเห็นออกจากกัน วิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยการใช้สี และอีกวิธีคือ วางไว้คนละที่กันอาจจะใช้กรอบครอบแต่ละส่วน หรือใช้เส้นคั่นก็ได้</li>
<li>ใช้สี และ การออกแบบ ให้ชื่อความคิดเห็นของเจ้าของบท ความเด่นกว่าความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชมคนอื่น ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรแตกต่างกันแบบสุดโต่ง</li>
<li>แยกข้อมูลอื่น ๆ (ชื่อ วันที่ หมายเลขลำดับการโพสความคิดเห็น) ออกมาจากส่วนของความคิดเห็นเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>7. ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer)</h3>
<p>ส่วนท้ายของบทความจะอยู่ระหว่างด้านล่างบทความ บรรทัดสุดท้ายกับส่วนแสดงความคิดเห็น บ่อยครั้งที่เราจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับส่วนนี้สักเท่าไหร่ และคิดว่าไม่สำคัญ แต่ส่วนท้ายของบทความก็มีค่ามากเหมือนกัน เพราะมันเป็นส่วนที่ชักจูงผู้เยี่ยมชม/ผู้อ่าน ไปยังบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ บทความที่สำคัญ</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนท้ายของบทความที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.freelanceswitch.com/" target="_blank">Freelanceswitch</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/freelanceswitch2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบการออกแบบบล็อกแบบ Collis มาก ให้ความรู้สึกเรียบร้อย สะอาด ดึงดูดความสนใจ<br />
ในตัวอย่างนี้เขาทำได้ดีทีเดียว แยกส่วนเนื้อหาออกจากส่วนเพิ่มเติ่มพิเศษในส่วนท้ายบทความได้ชัดเจน</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.psdtuts.com/" target="_blank">PSDTuts</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/psdtuts.jpg" alt="" /></p>
<p>นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการออกแบบบล็อกแบบ Collis ดึงความสนใจผู้อ่านมาสู่ส่วนที่มีการโหวต และ ทำบุคมาร์คบทความ เขายังแยกส่วนนี้กับส่วนถัดไปออกจากกันด้วยสีพื้นหลัง</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.standardsforlife.com/" target="_blank">Standards for Life</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/standardsforlife2.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนท้ายบทความของ Standards of Life ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย การสลับสี similar posts(เนื้อเรื่องที่คล้ายกัน) ดูแล้วสบายตา</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนท้ายบทความออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ทำให้ส่วนท้ายบทความแตกต่างจากส่วนเนื้อหา เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าทั้งสองส่วนนี้ไม่ไม่ใช่ส่วนเดียวกัน และยังช่วยให้ส่วนท้ายบทความเด่นขึ้น เทคนิคนนี้ทำได้โดยใช้สีพื้นหลังที่ต่างกัน</li>
<li>ตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะเอาอะไรมาใส่ไว้ในส่วนท้ายบทความนี้บ้าง จะได้ไม่ต้องมาทำแล้วลบทิ้งและทำใหม่ ภายหลัง เป็นเหตุให้เสียเวลา</li>
<li>เนื้อหาที่จะนำมาใส่ในส่วนนี้นั้น น่าจะต้องมี บทความที่คล้ายกัน (related posts) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไปยังเรื่องที่น่าสนใจคล้ายกับเรื่องนี้ได้</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>8. ส่วนท้ายของบล็อก(Footer)</h3>
<p>ส่วนท้ายของบล็อกเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน อย่างเต็มที่ (ใช้แค่ใส่ copyright ) แต่ส่วนนี้สามารถนำเมนูรองมาใส่ไว้ได้เพื่อลดความแออัดของลิงค์ ในเมนูรองในด้านข้างบล็อก</p>
<p>เมื่อผู้อ่านมาพบกับส่วนท้ายของบล็อกจะเป็นเวลาที่ผู้อ่าน อ่านเนื้อหาจบแล้ว หรือ อ่านส่วนแสดงความคิดเห็นเสร็จแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณจะได้นำเสนอ บทความอื่น ๆ ในบล็อก ด้วยการวางเมนูรองไว้ในส่วนท้ายบล็อกนี้</p>
<p>ลิงค์ที่น่าจะนำมาใส่ควรเป็น บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด บทความแนะนำ คุณอาจจะใส่ลิงค์ เกี่ยวกับเรา และ การติดต่อไปด้วย ถ้าหากเป้าหมายของคุณคือ ผู้เยี่ยมชมบล็อกติดต่อคุณ</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนท้ายของบล็อกที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.designshack.co.uk/" target="_blank">Designshack</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/designshack.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่ Designshack ใช้ส่วนท้ายของบล็อกเป็นที่วางเมนูรองทั้งหมด โดยด้านข้างบล็อกจะไม่มีเมนูรองเลย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.webdesignerwall.com/" target="_blank">Web Designer Wall</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webdesignerwall2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบความตั้งใจของเจ้าของบล็อก เขาให้ความสำคัญกับส่วนนี้พอ ๆ กับส่วนหัวเลย ผลจึงออกมาดูงดงามยิ่งนัก</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://shiflett.org/" target="_blank">Chris Shiflett</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/shiflett1.jpg" alt="" /></p>
<p>เป็นส่วนท้ายบล็อกที่สะอาด เรียบง่าย มาก ๆ สื่ออกมาได้อย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนท้ายของบล็อกออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ออกแบบให้ส่วนท้ายบล็อกตัดกับส่วนของเนื้อหาบล็อก เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่า ณ ตอนนี้เขาได้อยู่ที่ส่วนท้ายของบล็อกแล้ว</li>
<li>ใส่ลิงค์เท่าที่คุณคิดว่าผู้เยี่ยมชมต้องการใช้ ไม่ควรใส่เรื่อยเปื่อย จับใส่จนรก ทำให้ผู้ใช้หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ สิ่งที่ไม่ควรนำมาใส่เช่น ความคิดเห็นล่าสุด</li>
<li>ออกแบบอย่างเรียบง่ายไม่ต้องฉูดฉาดเกินไป เน้นที่การใช้ประโยชน์</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>9. โฆษณา(Advertisements)</h3>
<p>ในปัจจุบันหลาย ๆ บล็อก ได้นำโฆษณามาแปะไว้ในบล็อก จึงทำให้ส่วนนี้มีความสำคัญมากขึ้น ต้องการการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อไม่ให้บล็อกดูน่าเกียจเกินไปหรือ เพื่อไม่ให้โฆษณษมาบดบังความสำคัญของเนื้อหา</p>
<p>ถ้าหากผู้เยี่ยมชมได้พบเจอกับโฆษณาที่จัดวางไม่ถูกที่ ดูน่าเกียจ อาจจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเอือมระอาบล็อกของคุณ แทนที่คุณจะได้เงินจากการคลิกโฆษณา เขาจะไม่กลับมาบล็อกคุณอีกเลย คุณจึงควรให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่าโฆษณา หากคุณออกแบบและวางโฆษณาไว้อย่างถูกหลัก เงินจากค่าโฆษณามันก็ไม่หนีไปไหนหรอก</p>
<h4>ตัวอย่างโฆษณาที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.copyblogger.com/" target="_blank">Copyblogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/copyblogger.jpg" alt="" /></p>
<p>Copyblogger ใช้โฆษณาที่มีขนาดมาตรฐานทั่วไป (125 x 125) ไว้ด้านบนของบล็อก โดยการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่านี่คือผู้สนับสนุน แต่ก่อนที่คุณจะเห็นโฆษณาคุณจะได้พบกับ tagline ของเขาก่อน ทำให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเนื้อหาบล็อกมากกว่าโฆษณา</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.webdesignerwall.com/" target="_blank">Webdesignerwall</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webdesignerwall1.jpg" alt="" /></p>
<p>Webdesignerwall ไม่ได้มีเพียงแค่โฆษณาขนาดมาตรฐาน แต่ยังมีโฆษณาอยู่ตรงกลางเนื้อหาด้วย และ ด้วยการออกแบบของเขาทำให้ผู้เยี่ยมชมทราบได้ว่านี่เป็นโฆษณา</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.problogger.net/" target="_blank">Problogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/problogger.jpg" alt="" /></p>
<p>Problogger วางโฆษณาไว้ถัดจากโลโก้ของบล็อก แต่มันไม่ได้บดบังความน่าสนใจของโลโก้และเนื้อหาบล็อกเลย</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบโฆษณาออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ถ้าคุณตั้งใจไว้ว่าจะเอาโฆษณามาแปะไว้ในบล็อก ในระหว่างการออกแบบบล็อกคุณจะต้องให้ความสำคัญกับมันด้วย เพื่อให้โฆษณาที่เอามาแปะ เข้ากับบล็อกได้อย่างลงตัว</li>
<li>โฆษณาที่เป็นที่นิยมมาก คือ google’s adsense และโฆษณาขนาด 125 x 125 Google’s adsense เป็นโฆษณาที่ยืดหยุ่นอย่างมาก คุณสามารถเลือกขนาดได้ หรือ รูปแบบการแสดงผลได้ตามที่คุณต้องการ แต่โฆษณาขนาด 125 x 125 จะไม่ค่อยยืดหยุ่นสักเท่าไหร่ โฆษณาประเภทนี้มักจะนำไปใส่ไว้ด้านข้างบล็อก</li>
<li>หลังจากที่ได้ตัดสินใจคร่าว ๆ ไว้แล้วว่าจะใช้โฆษณาแบบไหนก็ให้คุณหาตัวอยางโฆษณาแบบนั้น แล้วคัดลอกมาแปะไว้ในบล็อกคุณ แปะหลอก ๆ ไว้ก่อน เพื่อที่การออกแบบส่วนอื่น ๆ จะได้เข้ากับบล็อกของคุณได้อย่างลงตัว</li>
<li>อย่าลืมออกแบบบล็อกให้สังเกตเห็นโฆษณาได้ง่าย แต่จะต้องไม่บดบังความสำคัญของเนื้อหา ด้านข้างของบล็อกเป็นส่วนที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำโฆษณาไปแปะและ ส่วนที่แย่ที่สุดคือการนำโฆษณาไปไว้ในที่ ๆ ผู้เยี่ยมชมจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมนูของบล็อก</li>
</ul>
<p>Google มีโฆษณาที่เป็นชุดของลิงค์จำนวนหนึ่ง และ ผมมักจะสับสนคิดว่ามันคือเมนูของบล็อก ดังนั้น การระบุว่านี่คือโฆษณาจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/"  target="_blank">http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/</a></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.blogdesignblog.com/blog-design/how-to-blog-design-style-guide/" target="_blank">http://www.blogdesignblog.com/blog-design/how-to-blog-design-style-guide/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/blog-design-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการดีไซน์บล็อกยุคใหม่ (ตอน1)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 14:38:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้าง Blog ด้วย Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[บทความดีๆ ที่คัดสรรแล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1647</guid>
		<description><![CDATA[ในการออกแบบบล็อก จะสังเกตได้ว่าการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกัน ในบทความนี้ผมจะแยกส่วนประกอบพวกนี้ออกเป็น 9 ส่วน หากคุณให้ความสนใจในแต่ละส่วนมากเท่าไหร่ ภาพรวมของบล็อกที่ออกมาจะดูดีมากเท่านั้น ส่วนหัว(Header) ส่วนเนื้อหา(Content Area) เมนูหลัก(Primary Navigation) เมนูรอง(Secondary Navigation) หัวเรื่อง(Headlines) ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments) ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer) ส่วนท้ายของบล็อก(Footer) โฆษณา(Advertisements) 1.ส่วนหัว(Header) ส่วนหัวเป็นส่วนที่ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเห็นเป็นส่วนแรก เมื่อเข้ามาในบล็อกของคุณ และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งเดียวที่จะแยก ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบล็อกของคุณกับบล็อกอื่น ๆ นับล้านบล็อก เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของบล็อกคุณเพื่อให้เกิดการจดจำ จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าทำไมส่วนหัวจึงสำคัญมากที่สุด ในบรรดากระบวนการออกแบบบล็อก แม้แต่คนที่ไม่ให้ความสนใจกับการออกแบบบล็อกสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับส่วนหัวมาก ตัวอย่างส่วนหัวที่ดี 1. Octwelve Octwelve เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ตัวอักษรที่สวยงาม ในส่วนหัวเพื่อทำให้ส่วนหัวแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของบล็อกอย่างเห็นได้ชัด และยังทำให้คุณรู้ว่าบล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร 2. Cult foo ผมชอบส่วนหัวของ Cultfoo ตรงที่รูปภาพทะลุออกมาจากกรอบ ที่เดิมทีจะเป็นกรอบโค้งและกรอบเหลี่ยม การออกแบบแบบนี้เรียกร้องความสนใจให้บล็อกได้เป็นอย่างดีทีเดียว 3. Darkmotion จุดเด่นของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในการออกแบบบล็อก จะสังเกตได้ว่าการออกแบบส่วนประกอบต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกัน ในบทความนี้ผมจะแยกส่วนประกอบพวกนี้ออกเป็น 9 ส่วน หากคุณให้ความสนใจในแต่ละส่วนมากเท่าไหร่ ภาพรวมของบล็อกที่ออกมาจะดูดีมากเท่านั้น</p>
<ul>
<li>ส่วนหัว(Header)</li>
<li>ส่วนเนื้อหา(Content Area)</li>
<li>เมนูหลัก(Primary Navigation)</li>
<li>เมนูรอง(Secondary Navigation)</li>
<li>หัวเรื่อง(Headlines)</li>
<li>ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comments)</li>
<li>ส่วนท้ายของบทความ(Post’s Footer)</li>
<li>ส่วนท้ายของบล็อก(Footer)</li>
<li>โฆษณา(Advertisements)</li>
</ul>
<h3>1.ส่วนหัว(Header)</h3>
<p>ส่วนหัวเป็นส่วนที่ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเห็นเป็นส่วนแรก เมื่อเข้ามาในบล็อกของคุณ และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งเดียวที่จะแยก ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบล็อกของคุณกับบล็อกอื่น ๆ นับล้านบล็อก เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของบล็อกคุณเพื่อให้เกิดการจดจำ จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าทำไมส่วนหัวจึงสำคัญมากที่สุด ในบรรดากระบวนการออกแบบบล็อก แม้แต่คนที่ไม่ให้ความสนใจกับการออกแบบบล็อกสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับส่วนหัวมาก</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนหัวที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.octwelve.com/" target="_blank">Octwelve</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/octwelve.jpg" alt="" /></p>
<p>Octwelve เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ตัวอักษรที่สวยงาม ในส่วนหัวเพื่อทำให้ส่วนหัวแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของบล็อกอย่างเห็นได้ชัด และยังทำให้คุณรู้ว่าบล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.cult-f.net/" target="_blank">Cult foo</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/cultfoo1.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบส่วนหัวของ Cultfoo ตรงที่รูปภาพทะลุออกมาจากกรอบ ที่เดิมทีจะเป็นกรอบโค้งและกรอบเหลี่ยม การออกแบบแบบนี้เรียกร้องความสนใจให้บล็อกได้เป็นอย่างดีทีเดียว<br />
3. <a rel="nofollow" href="http://darkmotion.com/" target="_blank" class="broken_link">Darkmotion</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/darkmotion2.jpg" alt="" /></p>
<p>จุดเด่นของ darkmotion คือ การออกแบบส่วนหัวที่ได้อารมณ์มาก ดูแล้วสนุกสนานรื่นเริง</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนหัวออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ถ้าผมจะออกแบบบล็อกสักอัน สิ่งแรกที่ผมจะทำคือส่วนหัว เพราะ มันเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางในการออกแบบส่วนอื่น ๆ ของบล็อก ดังนั้น ก่อนจะออกแบบส่วนหัวคุณจะต้องตอบให้ได้ก่อนว่า อะไรที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของบล็อกคุณ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ บล็อกของคุณมีไว้เพื่ออะไรและอะไรจะสื่อให้เห็นถึงสิ่งนั้น การทำเช่นนี้ ช่วยให้คุณจะได้ไม่มาปวดหัวทีหลัง ในการแก้ไขระหว่างการออกแบบส่วนหัว</li>
<li>ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางในการออกแบบส่วนหัวมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยและจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การสื่อให้ผู้เยี่ยมชมเห็นวัตถุประสงค์ของบล็อก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้เยี่ยมชม รับรู้ถึงวัตถุประสงค์ได้ในทันทีที่เห็นส่วนหัวของบล็อก</li>
<li>มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่งที่จะลองการออกส่วนหัวแบบอื่น ๆ จนกระทั่งคุณได้เจอสิ่งที่คุณถูกใจ เพราะอย่างที่บอกไปหลายครั้งแล้วว่าส่วนหัวมันสำคัญมากจริง ๆ มันช่วยให้ผู้เยี่ยมชมจดจำบล็อกของคุณได้ด้วย</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>2. ส่วนเนื้อหา(Content Area)</h3>
<p>ส่วนเนื้อหาเป็นส่วนที่ผู้อ่านหรือผู้เยี่ยมชม จะใช้เวลาจดจ่ออยู่นานที่สุด สิ่งสำคัญคือจะต้องแน่ใจว่า ส่วนเนื้อหาง่ายต่อการอ่านและ ไม่ควรมีสิ่งที่ดึงความสนใจผู้อ่านมากจนเกินไป สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ ต้องวางโครงสร้างเนื้อหาให้ดีว่าอะไร สำคัญที่สุดไปจนถึงสำคัญน้อยที่สุด</p>
<h4>ตัวอย่างส่วนเนื้อหาที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.simplebits.com/" target="_blank">Simplebits</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/simplebits1.jpg" alt="" /></p>
<p>ส่วนเนื้อหาของ Simplebits ดีที่อ่านง่ายและแยกลิงค์ออกจากส่วนของเนื้อหาได้อย่างชัดเจน แต่มันไม่เรียกร้องความสนใจหรือไม่ตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ ออกแนวเรียบง่าย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.welovewp.com/" target="_blank">We Love WP</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/welovewp1.jpg" alt="" /></p>
<p>ปัญหาใหญ่ในการออกแบบพื้นหลังสีทึบคือยากต่อการอ่าน แต่ถ้าหากทำให้ดีแล้วจะดูสวยงามมาก WeLoveWP ใช้สีน้ำตาลอ่อนจึงไม่ตัดกับพื้นหลังที่ออกทึบมากเท่าไหร่ ทำให้อ่านง่าย</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://blog.webreakstuff.com/" target="_blank">We Break Stuff</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/webreakstuff.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบการผสมผสานรูปแบบลิงค์ระหว่างเส้นใต้ที่เป็นจุด ๆ กับสี ทำให้ดูดี</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบส่วนเนื้อหาออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาว่าสิ่งไหนสำคัญมากที่สุด ไปจนถึงสำคัญน้อยที่สุด เช่น หัวเรื่องควรเด่นกว่าลิงค์และข้อความที่เป็นตัวหนา</li>
<li>สไตล์การออกแบบเนื้อหาต้องมีส่วนที่ทำหน้าที่เดียวกัน ต้องมีสิ่งที่คล้ายกัน เช่น ลิงค์ต้องมีรูปแบบเหมือนกัน คือ ให้ดูแล้วรู้ว่าเป็นลิงค์เหมือนกัน ไม่ใช่ว่า ลิงค์อันนึงขีดเส้นใต้ อีกอันนึงทำตัวหนา</li>
<li>การกำหนดรูปแบบหรือสไตล์ให้กับลิงค์ ควรทำให้มันเด่นกว่าเนื้อหาธรรมดา เพียงพอที่จะดึงความสนใจผู้อ่านได้แต่ไม่ควรเด่นมากจนเกินไป</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>3. เมนูหลัก(Primary Navigation)</h3>
<p>เมนูหลักคือชุดของลิงค์ที่จะนำพาไปสู่ส่วนของอื่น ๆ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน (area) ในบล็อกโดยทั่วไปแล้วจะวางไว้ใกล้กับส่วนหัว (ความจริงไม่ต้องวางไว้ตรงนี้ก็ได้) แต่การวางไว้ใกล้กับส่วนหัวมันมีประโยชน์ตรงที่ ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าเมนูหลักจะต้องอยู่แถวนี้</p>
<h4>ตัวอย่างเมนูหลักที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.alistapart.com/" target="_blank">A list apart</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/alistapart.jpg" alt="" width="505" height="140" /></p>
<p>AList Apart เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งในการนำเมนูหลักไว้ด้านบน</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.mindtwitch.com/" target="_blank">Mindtwitch</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/mindtwitch.jpg" alt="" /></p>
<p>Mindtwitch ใช้การความแตกต่างของพื้นผิวแสดงทำให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเมนูหลัก</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://www.jogger.pl/" target="_blank">Jogger</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/jogger.jpg" alt="" /></p>
<p>เมนูหลักของ Jogger เรียบง่าย และทำได้ง่าย แต่มันสื่อสารออกมาได้อย่างชัดแจ้ง และยังกลืนเข้ากับส่วนอื่น ๆ ได้อย่างแนบเนียน</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบเมนูหลักออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>จำนวนลิงค์ในส่วนเมนูหลักไม่ควรมีเยอะเกินไป ทั้งนี้ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องมีไม่เกินกี่ลิงค์ แต่โดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 6-7 ลิงค์</li>
<li>ส่วนของเมนูหลักควรสงวนไว้ให้ เฉพาะลิงค์ที่ไปสู่หน้าหลักของส่วนอื่น ๆ ของบล็อก โดยที่หน้านั้นสามารถพาผู้เยี่ยมชมไปสู่ส่วนย่อยต่าง ๆ(เมนูรองนั่นเอง) ได้อีก</li>
<li>ตัวอย่างเมนูหลักที่เห็นได้ทั่วไปคือ การติดต่อ(contact) เกี่ยวกับเรา (about) คุณสมบัติ/คุณลักษณะของเมนูหลัก ขึ้นอยู่กับว่า คุณออกแบบโครงสร้างบล็อกของคุณอย่างไร และ อะไรที่คุณต้องการให้ผู้เยี่ยมชมบล็อกของคุณสนใจ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>4. เมนูรอง(Secondary Navigation)</h3>
<p>เมนูรองคือชุดของลิงค์ที่นำพาผู้เยี่ยมชมไปยังส่วนย่อยอื่น ๆ ของเนื้อหาที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน(section) โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบส่วนด้านข้าง(sidebar) เมนูรองมีความสำคัญไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงส่วนย่อยอื่น ๆ ของบล็อกที่เมนูหลักไม่ได้คลอบคลุมถึงได้</p>
<p>เมนูรองที่ดีควรจะเป็นลิงค์ไปยังบทความ ที่ผู้เยี่ยมชมคลิกดูมากที่สุด ลิงค์ของชุดบทความ (บทความที่มีหลายตอน) หรือจะเป็นสิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่คุณอยากให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่าย</p>
<h4>ตัวอย่างเมนูรองที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://www.elitistsnob.com/" target="_blank">Elitistsnob</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/elitistsnob2.jpg" alt="" /></p>
<p>ผมชอบที่ส่วนด้านข้างเด่นชัด แยกออกมาจากส่วนอื่น ๆ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถมองหาได้ง่าย</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.mancub.net/" target="_blank">Mancub</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/mancub1.jpg" alt="" /></p>
<p>ชอบที่ส่วนด้านข้างผุดออกมาจากเนื้อหา</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://wp-themes.designdisease.com/" target="_blank" class="broken_link">Designdisease</a></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/designdisease1.jpg" alt="" /></p>
<p>Design Disease ใช้สีส้มทำให้ส่วนข้างเด่นกว่าส่วนอื่น ๆ</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบเมนูรองออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>หลักการก็เหมือนกับการออกแบบเมนูหลัก คือใส่ลิงค์แค่ที่จำเป็น</li>
<li>แยกส่วนของเมนูรองออกจากส่วนอื่น ๆ โดยการใช้รูปแบบลิงค์ที่แตกต่างจากส่วนอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ดูเป็นระบบระเบียบ (ดูรู้ว่านี่คือเมนูรอง ไม่ใช่ปนอยู่กับเนื้อหา) ง่ายต่อการใช้งาน</li>
<li>ไม่ควรใส่ของตกแต่งจำพวกโปรแกรมเล็ก ๆ เช่น ปฏิทิน เข้าไปในส่วนของเมนูรองมากนัก เพราะจะทำให้รกตาและมันยังไม่ได้ช่วยให้ผู้เยี่ยมชม หาสิ่งที่ต้องการเจอ</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>5. หัวเรื่อง(Headlines)</h3>
<p>หัวเรื่องของแต่ละบทความมีไว้เพื่อดึงดูดความสนใจผู้อ่าน และยั่วเย้าให้อ่านเนื้อหาทั้งหมดในที่สุด การจะทำเช่นนี้ได้ หัวเรื่องของคุณจะต้องเด่น โดยสามารถทำได้หลากหลายวิธี</p>
<h4>ตัวอย่างหัวเรื่องที่ดี</h4>
<p>1. <a rel="nofollow" href="http://henryjones.us/" target="_blank">Henry Jones</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/henryjones.jpg" alt="" /></p>
<p>Henry Jones เป็นตัวอย่างการออกแบบหัวเรื่องที่ดูเรียบง่ายมาก ๆ แต่ถึงจะเรียบง่ายมันก็สามารถดึงความสนใจมาสู่หัวเรื่องได้ อาจจะด้วยการใช้ไอคอนแปะไว้กับวันที่ และจำนวนความคิดเห็น ที่อยู่ถัดลงมาจากหัวเรื่อง</p>
<p>2. <a rel="nofollow" href="http://www.ilovetypography.com/" target="_blank">I Love Typography</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/ilovetype.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวอย่างนี้ใช้สีสันและแบบตัวอักษรแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ยั่วยวนใจผู้เยี่ยมชม</p>
<p>3. <a rel="nofollow" href="http://blogsolid.com/" target="_blank">Blogsolid</a><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/blogsolid1.jpg" alt="" /></p>
<p>Blogsolid ใช้ยุทธวิธีในการดึงดูดความสนใจผู้เยี่ยมชมมาสู่หัวเรื่อง ด้วยการนำรูปภาพงานศิลปอันงดงามมาวางไว้ใกล้กับหัวเรื่อง</p>
<h4>วิธีทำให้การออกแบบหัวเรื่องออกมาดูดี</h4>
<ul>
<li>วิธีที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ กำหนดสีให้หัวเรื่องแตกต่างจากตัวเนื้อหา</li>
<li>ใช้แบบอักษรให้แตกต่างจากเนื้อหา โดยทั่วไปนิยมใช้ แบบอักษร serif กับหัวเรื่อง และ แบบอักษร non-serif กับส่วนเนื้อหา</li>
<li>ขนาดตัวอักษร หัวเรื่องไม่ควรใช้ขนาดตัวอักษรที่ใกล้เคียงกับเนื้อหา (ถึงแม้จะใหญ่กว่าเล็กน้อยก็ตาม) เพราะจะทำให้ผู้อ่านแยกแยะได้ยากว่าอันไหนคือหัวเรื่อง</li>
<li>วิธีที่จะทำให้หัวเรื่องเด่นมาแต่ไกล ทำได้โดยเอาวันที่โพสบทความใส่เข้าไปบริเวณเดียวกับหัวเรื่องด้วย</li>
</ul>
<p>ที่มา <a href="http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/" target="_blank">http://www.divland.com/blog/2008/06/12/how-to-blog-design/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/blog-design-1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้งานภาพกราฟฟิก</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/type-of-pictures.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/type-of-pictures.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 May 2009 09:53:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1361</guid>
		<description><![CDATA[ประเภทของไฟล์รูปภาพ ไฟล์รูปภาพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีหลายประเภท แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับเว็บเพจได้ทุกประเภท ประเภทของไฟล์รูปภาพที่นิยมมาใช้กับเว็บเพจมี 3 ประเภทคือ 1. ไฟล์ประเภท GIF (Graphics Interchange Format) เป็นไฟล์ภาพที่มีขนาดเล็ก คุณภาพต่ำ เนื่องจากถูกบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็ก แสดงสีได้ 256 สี แต่เป็นที่นิยมสำหรับผู้เขียนเว็บเพจเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถทำเป็นภาพเคลื่อนไหว (Animation) และกำหนดให้แสดงภาพแบบโปร่งแสง มองทะลุไปด้านหลังได้ ไฟล์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น รูปวาด ภาพการ์ตูน รูป icon, emotion, ป้ายโฆษณาแบนเนอร์ และภาพที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก ตัวอย่าง รูป emotion ต่างๆ สามารถทำภาพแบบโปร่งแสงได้ เมื่อนำไปวางบนพื้นหลังสีอะไร ด้านหลังรูปจะเป็นสีตามพื้นหลัง 2. ไฟล์ประเภท JPEG หรือ JPG (Joint Photographics Expert Group) เป็นไฟล์รูปภาพที่มีการบีบอัดข้อมูลน้อยกว่าไฟล์ประเภท GIF สามารถแสดงสีได้ 16.7 ล้านสี ภาพที่ได้จะมีความคมชัดมาก ไฟล์ประเภทนี้เหมาะกับภาพที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลหรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>ประเภทของไฟล์รูปภาพ</h3>
<p>ไฟล์รูปภาพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีหลายประเภท แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับเว็บเพจได้ทุกประเภท  ประเภทของไฟล์รูปภาพที่นิยมมาใช้กับเว็บเพจมี 3 ประเภทคือ</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><span style="color: #333399;">1. ไฟล์ประเภท GIF (Graphics Interchange Format)</span></strong></span><br />
เป็นไฟล์ภาพที่มีขนาดเล็ก คุณภาพต่ำ เนื่องจากถูกบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็ก แสดงสีได้ 256 สี แต่เป็นที่นิยมสำหรับผู้เขียนเว็บเพจเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถทำเป็นภาพเคลื่อนไหว (Animation) และกำหนดให้แสดงภาพแบบโปร่งแสง มองทะลุไปด้านหลังได้  ไฟล์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น รูปวาด ภาพการ์ตูน รูป icon, emotion, ป้ายโฆษณาแบนเนอร์ และภาพที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p>รูป emotion ต่างๆ<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/emo_hoho.gif" alt="" /> <img src="http://www.enjoyday.net/images/emo_waue.gif" alt="" /> <img src="http://www.enjoyday.net/images/emo_glasses.gif" alt="" /></p>
<p>สามารถทำภาพแบบโปร่งแสงได้ เมื่อนำไปวางบนพื้นหลังสีอะไร ด้านหลังรูปจะเป็นสีตามพื้นหลัง</p>
<div style="float:left;"><img src="http://www.enjoyday.net/images/gifex.gif" alt="" /></div>
<div style="float:left; background-color:#FFFF66"><img src="http://www.enjoyday.net/images/gifex.gif" alt="" /></div>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/gifex2.gif" alt="" /></p>
<p><strong><span style="color: #333399;">2. ไฟล์ประเภท JPEG หรือ JPG (Joint Photographics Expert Group)</span></strong><br />
เป็นไฟล์รูปภาพที่มีการบีบอัดข้อมูลน้อยกว่าไฟล์ประเภท GIF สามารถแสดงสีได้ 16.7 ล้านสี ภาพที่ได้จะมีความคมชัดมาก ไฟล์ประเภทนี้เหมาะกับภาพที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลหรือ ภาพที่ได้จากการสแกน ภาพที่แสดงการไล่เฉดสี เป็นต้น</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/jpgex.jpg" alt="ลี่เจียง" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><span style="color: #333399;">3. ไฟล์ประเภท PNG (Portable Network Graphic)</span><br />
</strong></span>เป็นไฟล์ภาพที่นำมาใช้แทนที่ไฟล์ประเภท GIF เนื่องจากสามารถแสดงภาพได้เร็วกว่า แต่ยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนักเนื่องจากไม่สามารถทำเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และมีข้อเสียที่ไม่สามารถใช้กับเว็บเบราเซอร์รุ่นเก่าได้</p>
<p>PNG-8 เป็นรูป แบบที่ใช้สีได้เพียง 256 สี และมีคุณสมบัตคล้ายกับไฟล์ GIF จึงเหมาะสำหรับใช้ทำภาพที่มีสีเรียบๆ เช่น ภาพโลโก้, การ์ตูน  สามารถกำหนดพื้นหลังให้โปร่งแสงได้</p>
<p>PNG-24 เป็นรูป แบบที่ใช้สีได้ 16.7 ล้านสี เช่นเดียวกับไฟล์ JPG  เหมาะสำหรับภาพถ่าย</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/pngex.png" alt="" /><img src="http://www.enjoyday.net/images/pngex2.png" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/type-of-pictures.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบเว็บไซต์</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/web-design-factors.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/web-design-factors.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 May 2009 09:19:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1348</guid>
		<description><![CDATA[ในกระบวนการออกแบบและสร้างเว็บไซต์นั้นมีองค์ประกอบหลายประการที่ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงเพื่อที่จะให้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมานั้นสามารถบรรลุจุดประสงค์สูงสุดที่ตั้งเอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่สร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้นเอง การออกแบบเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ความเรียบง่าย (Simplicity) หมายถึง หน้าเว็บเพจของเว็บไซต์มีรูปแบบและลักษณะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่มีกราฟฟิกหรือตัวอักษรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะการที่เว็บเพจมีกราฟฟิกหรือตัวหนังสือที่เคลื่อนไหวอยู่มากเกินไป ก็จะเกิดการรบกวนสายตาทำให้ผู้ที่ใช้เกิดความรำคาญและอาจทำให้ผู้ใช้สนใจในกราฟฟิกมากเกินไปจนละเลยหรือมองข้ามต่อเนื้อหาสำคัญที่อยู่ในหน้าเว็บเพจได้ 2. ความสม่ำเสมอ (Consistency) หมายถึง การใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ เช่น รูปแบบของหน้า รูปแบบกราฟฟิก ระบบ Navigation และโทนสี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรมีลักษณะที่เหมือนกันโดยตลอดทั้งเว็บไซต์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้เข้ามาใช้เกิดความรู้สึกว่าแต่ละหน้าของเว็บไซต์มีความเป็นหนึ่งเดียวและรู้สึกถึงความเป็นระเบียบอีกด้วย 3. ความเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness) หมายถึง การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์นั้นๆ โดยที่จุดเด่นหรือเอกลักษณ์นั้นจะต้องสามารถสะท้อนบุคลิกหรือลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใครของเจ้าของหรืองค์กรที่สร้างเว็บไซต์นั้นๆ ขึ้นมาได้อย่างดี โดยการสร้างเอกลักษณ์นี้อาจทำได้โดยการใช้สีสัน ตัวอักษร กราฟฟิก การจัดหน้า ฯลฯ ซึ่งผู้สร้างเว็บไซต์จะเลือกใช้แบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเว็บไซต์นั่นเอง 4. เนื้อหามีประโยชน์ (Usefulness) หมายถึง การออกแบบเนื้อหาให้มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเว็บไซต์ ดังนั้น ผู้ออกแบบจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเลือก การจัดเตรียม การตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในกระบวนการออกแบบและสร้างเว็บไซต์นั้นมีองค์ประกอบหลายประการที่ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงเพื่อที่จะให้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมานั้นสามารถบรรลุจุดประสงค์สูงสุดที่ตั้งเอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่สร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้นเอง<br />
การออกแบบเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #333399;">1. ความเรียบง่าย (Simplicity)</span> หมายถึง หน้าเว็บเพจของเว็บไซต์มีรูปแบบและลักษณะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่มีกราฟฟิกหรือตัวอักษรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะการที่เว็บเพจมีกราฟฟิกหรือตัวหนังสือที่เคลื่อนไหวอยู่มากเกินไป ก็จะเกิดการรบกวนสายตาทำให้ผู้ที่ใช้เกิดความรำคาญและอาจทำให้ผู้ใช้สนใจในกราฟฟิกมากเกินไปจนละเลยหรือมองข้ามต่อเนื้อหาสำคัญที่อยู่ในหน้าเว็บเพจได้</p>
<p><span style="color: #333399;">2. ความสม่ำเสมอ (Consistency)</span> หมายถึง การใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ เช่น รูปแบบของหน้า รูปแบบกราฟฟิก ระบบ Navigation และโทนสี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรมีลักษณะที่เหมือนกันโดยตลอดทั้งเว็บไซต์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้เข้ามาใช้เกิดความรู้สึกว่าแต่ละหน้าของเว็บไซต์มีความเป็นหนึ่งเดียวและรู้สึกถึงความเป็นระเบียบอีกด้วย</p>
<p><span style="color: #333399;">3. ความเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness)</span> หมายถึง การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์นั้นๆ โดยที่จุดเด่นหรือเอกลักษณ์นั้นจะต้องสามารถสะท้อนบุคลิกหรือลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใครของเจ้าของหรืองค์กรที่สร้างเว็บไซต์นั้นๆ ขึ้นมาได้อย่างดี โดยการสร้างเอกลักษณ์นี้อาจทำได้โดยการใช้สีสัน ตัวอักษร กราฟฟิก การจัดหน้า ฯลฯ ซึ่งผู้สร้างเว็บไซต์จะเลือกใช้แบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเว็บไซต์นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #333399;">4. เนื้อหามีประโยชน์ (Usefulness)</span> หมายถึง การออกแบบเนื้อหาให้มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเว็บไซต์ ดังนั้น ผู้ออกแบบจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเลือก การจัดเตรียม การตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ</p>
<p><span style="color: #333399;">5. ระบบ Navigation ที่ใช้งานง่าย (Easy-use Navigation)</span> หมายถึง การออกแบบระบบ Navigation ที่สามารถทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายและใช้ได้อย่างสะดวก วางไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนและอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกหน้า อีกทั้งยังควรมีคำอธิบายประกอบให้ชัดเจนเพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ไม่สับสนและเกิดการหลงทางในเว็บไซต์</p>
<p><span style="color: #333399;">6. แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว (Rapid Output)</span> หมายถึง เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้เว็บของเรานั้นเว็บเพจแต่ละหน้าควรจะปรากฎขึ้นมาบนจออย่างรวดเร็ว เพราะการที่เราสามารถทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรอนานนั้น จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกกกระตือรือร้นในการใช้เว็บและไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายจนอาจส่งผลให้ปิดหน้าเว็บของเรา แล้วไปเข้าเว็บแห่งอื่นๆ ดังนั้น หากเราต้องการที่จะให้มีคนเข้าชมเว็บของเรามากๆ เราต้องหาจุดที่เหมาะสมระหว่างสิ่งที่จะใส่เข้าไปกับเวลาที่ผู้ใช้ต้องรอ โดยเฉพาะเว็บที่มีคนเข้ามาใช้มากๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับความเร็วในการแสดงผลของเว็บมากยิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #333399;">7. มีความชัดเจน (Clearance)</span> หมายถึง เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นจะต้องแสดงถึงจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของเว็บไซต์อย่างชัดเจน เนื่องจากเว็บนั้นเป็นสื่อสารพัดประโยชน์ที่สามารถใช้ทำอะไรได้หลากหลายแบบ ผู้ออกแบบจึงต้องพยายามแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เว็บไซต์นั้นนำเสนอเนื้อหาหรือให้บริการอะไร เพื่อที่จะให้ผู้ใช้เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเว็บที่ตนกำลังมองหาอยู่หรือไม่</p>
<p><span style="color: #333399;">8. เป็นไปตามรูปแบบมาตราฐาน (Standardzation)</span> หมายถึง การออกแบบให้มีลักษณะเป็นสากลเพื่อที่จะให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นนั้น มักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันและมีระบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าหน้าตาเว็บไซต์ของเราจะแตกต่างจากเว็บอื่น แต่ก็ควรมีระบบการทำงานที่ตรงกับความคิดของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บได้อย่างคล่องแคล่วและสะดวกสบายนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #333399;">9. แสดงผลได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน</span> หมายถึง การที่เว็บนั้นแสดงผลออกมาได้อย่างเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แม้ว่าจะแสดงผลจากคอมพิวเตอร์คนละเครื่องกันก็ตาม เนื่องจากในโลกของความเป็นจริงนั้น ผู้ใช้เว็บแต่ละคนมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพแตกต่างกัน ทั้งความสามารถของซีพูยู แรม จอมอนิเตอร์ หรือ เบราเซอร์ของผู้ใช้ ดังนั้นการออกแบบเว็บที่ดีควรจะต้องทำให้เว็บนั้นใช้งานได้ในทุกสิ่งแวดล้อมนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #333399;">10. ระบบใช้งานที่ถูกต้อง</span> หมายถึง การใช้งานแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูลต้องสามารถกรอกได้จริง ใช้งานได้จริง ลิงค์ต่าง ๆ จะต้องเชื่อมโยงไปหน้าที่มีอยู่จริงและถูกต้อง ระบบการทำงานต่าง ๆ ในเว็บไซต์จะต้องมีความแน่นอนและทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง</p>
<p> </p>
<p>ที่มา  : <a href="http://www.yourconnect.com/artical_detail.php?id=6" target="_blank" class="broken_link">http://www.yourconnect.com/artical_detail.php?id=6</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/web-design-factors.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกแบบเว็บเพจอย่างไรให้ดูดี (Web 2.0 Design)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/good-page-design.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/good-page-design.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 May 2009 15:09:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความดีๆ ที่คัดสรรแล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1297</guid>
		<description><![CDATA[Web 2.0 Design ส่วนประกอบของดีไซน์ยุคใหม่นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่มา : http://www.divland.com/blog/2007/11/13/web-2-design/ เรียบง่าย ความเรียบง่ายหมายถึงการใช้จำนวน pixel ตามที่ต้องใช้เพื่อให้สื่อสารสิ่งที่ต้องการให้ได้และในการสื่อสารนั้นก็ประกอบไปด้วย ข้อมูลหลัก hard data และ เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ soft information ตัวอย่างของข้อมูล Hard data &#8211; ข้อมูล สาระ เนื้อหาสำคัญที่ต้องการจะสื่อ เช่น ข่าว ราคาสินค้า ตารางเวลารถไฟ Soft Information &#8211; ความรู้สึก บรรยกาศของหน้าเว็บ เปรียบเทียบได้กับความรู้สึกเมื่อแรกพบของผู้ชมที่มีต่อเว็บ ว่าน่าไว้ใจแค่ไหน จะเหมาะสมกับผู้ใช้หรือไม่ ตัวอย่างที่ดี ดี เพราะ ละเอียด ตื่นตา น่าสนใจ แต่ก็เรียบง่ายในขณะเดียวกัน ตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่ดี เพราะ ยุ่งเหยิง มีขีดเส้นมากมายที่ไม่ได้ช่วยเป็นส่วนประกอบในการสื่อสาร หาเมนูได้ยากไม่โดดเด่น มีลายเส้นที่เบี่ยงเบนความสนใจของสายตามากไป . เนื้อหาอยู่กึ่งกลาง จากที่เคยกล่าวถึงไปเมื่อบทความก่อนหน้านี้ evolution [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>Web 2.0 Design</h2>
<h2>ส่วนประกอบของดีไซน์ยุคใหม่นั้นมีอะไรกันบ้าง</h2>
<p>ที่มา : <a href="http://www.divland.com/blog/2007/11/13/web-2-design/" target="_blank">http://www.divland.com/blog/2007/11/13/web-2-design/</a></p>
<h3>เรียบง่าย</h3>
<p>ความเรียบง่ายหมายถึงการใช้จำนวน pixel ตามที่ต้องใช้เพื่อให้สื่อสารสิ่งที่ต้องการให้ได้และในการสื่อสารนั้นก็ประกอบไปด้วย ข้อมูลหลัก hard data และ เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ soft information</p>
<p>ตัวอย่างของข้อมูล</p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #59a620;">Hard data</span></strong> &#8211; ข้อมูล สาระ เนื้อหาสำคัญที่ต้องการจะสื่อ เช่น ข่าว ราคาสินค้า ตารางเวลารถไฟ</li>
<li><strong><span style="color: #59a620;">Soft Information</span></strong> &#8211; ความรู้สึก บรรยกาศของหน้าเว็บ เปรียบเทียบได้กับความรู้สึกเมื่อแรกพบของผู้ชมที่มีต่อเว็บ ว่าน่าไว้ใจแค่ไหน จะเหมาะสมกับผู้ใช้หรือไม่</li>
</ul>
<h4>ตัวอย่างที่ดี</h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-alex-dukal-large.jpg" alt="" /></p>
<p>ดี เพราะ ละเอียด ตื่นตา น่าสนใจ แต่ก็เรียบง่ายในขณะเดียวกัน</p>
<h4>ตัวอย่างที่ไม่ดี</h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-yaxay.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-yaxay-detail.jpg" alt="" /><br />
ไม่ดี เพราะ ยุ่งเหยิง มีขีดเส้นมากมายที่ไม่ได้ช่วยเป็นส่วนประกอบในการสื่อสาร หาเมนูได้ยากไม่โดดเด่น มีลายเส้นที่เบี่ยงเบนความสนใจของสายตามากไป</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>เนื้อหาอยู่กึ่งกลาง</h3>
<p>จากที่เคยกล่าวถึงไปเมื่อบทความก่อนหน้านี้ <a href="http://www.divland.com/blog/2007/08/15/css-layout-evolution/" target="_blank"><span style="color: #00a0c7;">evolution of css layout</span></a> ว่าหน้าเว็บในปัจจุบันเริ่มถูกออกแบบให้มีเนื้อหาอยู่กึ่งกลาง ตอนนี้เราก็สรุปได้แล้วว่าการวางเนื้อหาไว้ตำแหน่งกลางหน้าเว็บนั้น เป็นหลักการออกแบบที่ดีของดีไซน์ยุค 2.0</p>
<p>ซึ่งเหตุผลก็คือ การวางเนื้อหาไว้กึ่งกลางหน้าเว็บนั้น สามารถแสดงถึงความเรียบง่าย และตรงไปตรงมาได้ และจากการที่เราใช้จำนวน pixel อย่างประหยัดทำให้เราไม่ถูกกดดัน ให้ยัดเยียดเนื้อหาจำนวนมาก ไว้ในพื้นที่เล็กๆ เราสามารถสื่อได้มากกว่าจากความเรียบง่าย และเหตุผลเดียวที่เราอาจจะไม่เลือก ที่จะออกแบบเนื้อให้อยู่กึ่งกลางหน้าเว็บ คือ กรณีที่เราต้องการยัดเนื้อหาไว้ในหน้าเว็บเยอะๆ อย่างเช่น หน้าเว็บของ <strong><span style="color: #59a620;">web application</span></strong></p>
<p><span style="color: #59a620;"><span style="color: #ffffff;">.</span></span><strong><span style="color: #59a620;"><br />
</span></strong></p>
<p><span style="color: #59a620;"><!--ตัวอย่าง screen capture หน้าเว็บที่มีเนื้อหาอยู่กึ่งกลาง--></span></p>
<h3>น้อยคอลัมน์</h3>
<p>เมื่อไม่กี่ปีก่อนเราจะเห็นหลายๆเว็บแบ่งเนื้อหาในหน้าเว็บเป็น 3-4 คอลัมน์ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้แค่ 2 คอลัมน์ หรืออย่างมากก็ 3 เข้าข่ายยิ่งน้อยยิ่งดี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่จัดให้หน้าเว็บอยู่กึ่งกลางจอด้วย ทำให้เราไม่ต้องบรรจุเนื้อหาให้เต็มหน้าจอ และเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คอลัมน์จำนวนมากในการสื่อสาร แค่ใช้คอลัมน์ที่จำเป็น ที่ได้เลือกและคัดสรรค์มาแล้ว ทำให้เรียบง่ายกว่า ตรงไปตรงมา และสื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากว่า</p>
<h4>ตัวอย่างที่ดี</h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-apple-expo.jpg" alt="" /><br />
ดี เพราะ คอลัมน์ที่เลือกใช้ เป็นคอลัมน์ที่ได้คัดสรรค์เลือกมาอย่างดีแล้ว ว่าคอลัมน์นั้นๆเป็น<strong><span style="color: #59a620;"> คอลัมน์ที่จำเป็นต้องมี</span></strong></p>
<h4>ตัวอย่างที่ไม่ดี</h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-all-things-web-20.jpg" alt="" /><br />
ไม่ดี เพราะ แต่ละคอลัมน์ไม่มีอะไรโดดเด่นขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถกำหนดได้ว่าควรจะมองที่ตรงไหนก่อน ทุกคอลัมน์มีความสำคัญเท่ากันหมดซึ่งทำใหดูกลืนเข้าไปในหน้าเว็บ</p>
<h4>ตัวอย่างที่ใช้หลายคอลัมน์ได้</h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-amazon-uk.jpg" alt="" /><br />
ที่สามารถใช้ได้หลายคอลัมน์เพราะแต่ละคอลัมน์ได้ถูกออกแบบ แยกสัดส่วนมาอย่างชัดเจน ว่าด้านซ้ายเป็นเมนู ตรงกลางเป็นสินค้าซึ่งถูกแบ่งโดยช่องว่าง ทำให้ไม่ดูรกตา</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>แยกส่วนหัวของหน้าเว็บอย่างชัดเจน</h3>
<p>หมายถึงการทำให้ส่วนหัวของหน้าเว็บซึ่งหมายถึงส่วนโลโก้และเมนู โดดเด่นขี้นมาจากส่วนอื่นๆ</p>
<p>เทคนิคนี้ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ มีการประยุกต์ใช้มานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ดี แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้มากขึ้นเป็นพิเศษ และได้มีการแบ่งสัดส่วนอย่างขัดเจนมากขึ้นดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-simplebits.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-alsa-creations.jpg" alt="" /></p>
<p>การแบ่งสัดส่วนหัวของหน้าเว็บไว้อย่างชัดเจนนั้นดีตรงที่ ได้แบ่งสัดส่วนให้แน่ชัดว่าส่วนไหนคือส่วนเริ่มของหน้าเว็บ ซึ่งเป็นการเน้นหลักการดีไซน์สไตล์ยุค 2.0 ที่ต้องการแสดงเนื้อหาอย่างหนักแน่น เรียบง่ายและตรงไปตรงมา</p>
<p>และการแยกส่วนหัวของหน้าเวปนั้นสามารถทำได้หลายวิธีเช่น ใช้สีที่โดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาที่เหลือดังเช่นตัวอย่างข้างต้น หรือจะใช้เส้นขีดแบ่งดังตัวอย่างต่อไปนี้ก็ได้</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-ex-blogs.gif" alt="" /></p>
<p>หรือจะแค่วางโลโก้ไว้ข้างนอกเนื้อหาดังตัวอย่าง</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-steinruck.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>แยกส่วนต่างๆของหน้าเว็บอย่างชัดเจน</h3>
<p>ส่วนต่างๆของหน้าเว็บประกอบไปด้วย</p>
<ul>
<li>เมนู</li>
<li>พื้นหลัง</li>
<li>เนื้อหา</li>
<li>ส่วนอื่นๆ</li>
<li>ลิงค์</li>
</ul>
<p>การที่จะจัดกลุ่มแบ่งแยกส่วนต่างๆได้อย่างชัดเจนที่สุดคือการเล่นสี<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-curve2.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-jeremy-boles.jpg" alt="" /><br />
แต่การใช้ช่องว่างก็สำคัญไม่แพ้กัน</p>
<p>ข้อควรระวังของการเล่นสีคือ สีสรรคต่างๆจะดึงดูดความสนใจไปจากเนื้อหาที่สำคัญ ดังนั้นการวางเนื้อหาลงบนผืนผ้าใบที่ขาวสะอาดจะช่วยให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-etre.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>เมนูเรียบง่าย</h3>
<p>เมนูหลักของหน้าเว็บควรมีสักษณะโดดเด่น สังเกตุเห็นและมองออกได้ง่ายว่าเป็นเมนู โดยการใช้ font ที่หนาใหญ่สะอาดและชัดเจน รวมถึงลิงค์ต่างๆในเนื้อหาควรดูโดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาที่เหลือ<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-snip-nav-tradingeye.jpg" alt="" /></p>
<p>เพราะ เราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซด์ของเราบอกได้ว่าส่วนไหนเป็นเมนู เพื่อให้รับทราบถึงข้อมูลต่างๆว่า</p>
<ul>
<li>ตอนนี้อยู่ที่จุดไหนแล้ว</li>
<li>สามารถไปที่ไหนได้อีก</li>
<li>แสดงทางเลือกต่างๆให้ชัดเจน</li>
</ul>
<p>เราสามารถทำให้เมนูดูโดดเด่นได้โดย</p>
<ul>
<li>แยกส่วนออกมาจากเนื้อหา</li>
<li>ทำให้ดูแตกต่าง โดยใช้โทนสี และรูปร่าง</li>
<li>ใช้ตัวใหญ่และหนา</li>
<li>ใช้ภาษาที่ชัดเจนและเป็นสากลเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน</li>
</ul>
<p>สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ลิงค์และเมนูดูโดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาส่วนที่ไม่ได้เป็นลิงค์<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-nav-hyperlinks1.gif" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>โลโก้ตัวหนา</h3>
<p>สอดคล้องไปกับหลักการดีไซน์ยุค 2.0 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและหนักแน่น</p>
<p>ตัวอย่างโลโก้ดังต่อไปนี้เป็นขนาดจริง สังเกตุได้ว่าขนาดจะค่อนข้างใหญ่<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-logos-wall.gif" alt="" /><br />
<strong><span style="color: #59a620;">คุณสมบัติของโลโก้</span></strong></p>
<ul>
<li>แสดงออกให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน</li>
<li>จำได้ง่ายและแตกต่าง</li>
<li>เป็นตัวแทนภาพลักษณ์</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>ตัวอักษรตัวใหญ่</h3>
<p>เว็บดีไซน์ยุค 2.0 มีการใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับเว็บสไตล์เก่าๆ การที่เราไม่ได้พยายามยัดเยียดเนื้อหาทำให้เรามีพื้นที่มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะเลือกทำให้สิ่งสำคัญมีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่ไม่สำคัญ ซึ่งตัวอย่างการใช้งานที่ผ่านมาได้แก่การใช้ตัวอักษรใหญ่สำหรับหัวข้อต่างๆ</p>
<p>การใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนสายตาสั้น ผู้อ่านที่อ่านผ่านๆ ผู้คนที่นั่งห่างไกลจากจอ หรือผู้ใช้จอ LCD ภายใต้แสงแดด</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-browse-happy.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-aurum3.jpg" alt="" /><br />
ถึงกระนั้นเราก็ควรมีเหตุผลในการกำหนดว่าส่วนไหน ควรจะใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ ให้ใช้เฉพาะกับส่วนที่สำคัญ เพื่อกำหนดความโดดเด่นหลังจากที่ได้เคลีย พื้นที่แล้ว ไม่ใช่สักแต่ว่าทำให้ดูใหญ่ไปหมด จะทำให้ดูรก และไม่ได้ผล ถ้าต้องการจุเนื้อหาที่มีความสำคัญพอๆกัน จำนวนมากควรคงขนาดตัวอักษรให้ตัวเล็กเท่าๆกัน</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>ตัวอักษรแนะนำตัวหนา</h3>
<p>เป็นการสื่อข้อความหลักของเนื้อหา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวอักษรกราฟฟิกมากกว่าตัวอักษรธรรมดา เนื่องจากนักออกแบบต้องการจะควบคุมสิ่งที่หน้าเว็บต้องการจะสื่ออย่างชัดเเจน<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-apple-home.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-37-signals.jpg" alt="" /></p>
<p>แนะนำให้ใช้เมื่อเป็นสโลแกนหลักเท่านั้น</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>สีสันสดใส</h3>
<p>สีสันที่สดใสมีคุณสมบัติในการดึงดูดสายตา เราสามารถใช้สีที่ตัดกันแบ่งส่วนต่างๆของหน้าเว็บ หรือกำหนดให้ส่วนที่สำคัญดูโดดเด่นขึ้นมาได้<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-treo.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-colorschemer.gif" alt="" /><br />
แต่ก็ควรระวังไม่ใช้สีสดเกินไปล้อมรอบเนื้อหา เพราะจะทำให้สายตาถูกดึงหนีไปจากเนื้อหาหลัก ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-giddykippa.jpg" alt="" /></p>
<p>แล้วก็อย่าลืมว่าการที่จุดนึงในหน้าเว็บจะดึงดูดสายตาได้ด้วยสีสันที่สดใส สีในจุดอื่นๆก็ควรจะอ่อนลงตามความสำคัญ มิฉะนั้นจะทำให้หน้าเว็บดูสับสนและยุ่งเหยิง</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>มีลูกเล่นบนพื้นผิว</h3>
<p>ลูกเล่นต่างๆบนพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นการเล่นแสงเงาหรือการไล่สีให้เป็นสามมิติเล็กน้อย ทำให้ภาพกราฟฟิคต่างๆดูเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยและดูเสมือนวัตถุจริง ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไฟเบอร์</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-surface-i-hate-clowns-redesign.jpg" alt="" /><br />
หรือพลาสติกเงา<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-surface-apple.jpg" alt="" /></p>
<p>เทคนิคนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเราทำให้หน้าเว็บมีส่วนที่เป็นสามมิติเพียงเล็กน้อยเพื่อเน้นความโดดเด่นเท่านั้น การทำให้ทุกอย่างเป็นสามมิติไปหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะจะลดความเด่นของสิ่งที่เราต้องการที่จะเน้น และทำให้โหลดช้า</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>ไล่เฉดสี</h3>
<p>การไล่เฉดสีสามารถ สร้างมิติ และ กำหนดบรรยากาศของหน้าเว็บได้<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-artypapers.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-3d-aurum.jpg" alt="" /></p>
<p>มีการนำมาใช้ให้ดูเป็นเงา หรือนำมาใช้บนปุ่มเมนู</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-colorschemer.gif" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>เงาสะท้อน</h3>
<p>มีหลักๆอยู่ 2 แบบคือ</p>
<ul>
<li>เงาสะท้อนบนพื้นผิวของตัววัตถุเอง<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-surface-shiny-button.jpg" alt="" /></li>
<li>และเงาสะท้อนบนพื้นผิวที่วัตถุวางอยู่<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-shinytable-2.jpg" alt="" /> <img src="http://www.divland.com/blog/wp-content/2007/11/20-shinytable-1.jpg" alt="" /></li>
</ul>
<p>หรือจะนำมาประยุกต์ใช้ให้วัตถุมีเงาสะท้อนบนกลับไป บนพื้นผิวของตัววัตถุเอง ก็จะได้ภาพกราฟฟิคที่น่าสนใจและสวยงาม</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-shinytable-4.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>Icon น่ารัก</h3>
<p><strong><span style="color: #59a620;">ไอคอน</span></strong>ต่างๆมีบทบาทมากขึ้นในดีไซน์ยุค 2.0 ปัจจุบันเราเลือกที่จะใช้ไอคอนจำนวนน้อยลง แต่มีความหมายมากขึ้น</p>
<p>การใช้ไอคอนจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมองออกได้ง่าย และสื่อสารความหมายได้อย่างชัดเจน</p>
<p>ในอดีตได้มีการใช้ไอคอนมากเกินไป เช่นใช้กับทุกเมนูที่มี ซึ่งปัจจุบันเรานิยมที่จะใช้ตัวอักษรที่สื่อความหมาย ได้อย่างชัดเจนกว่าและไม่ทำให้หน้าเว็บรกไปด้วยไอคอน</p>
<p>เราจะนำไอคอนมาใช้ในจุดที่สำคัญเท่านั้น<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-icons-7.gif" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h3>ป้ายดาว</h3>
<p>ควรใช้เพื่อดึงดูดสายตาไปยังสิ่งที่สำคัญจริงๆเท่านั้น และไม่ควรใช้เกิน 1 ดาวต่อ 1 หน้า</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/20-flashes1.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-flashes3.jpg" alt="" /><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/20-flashes6.gif" alt="" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้หลักการพวกนี้ทั้งหมด เพื่อให้เว็บมีหน้าตาเป็น 2.0 และการใช้หลักการออกแบบดังกล่าว ก็ไม่สามารถทำให้หน้าเว็บ มีรูปแบบที่ดีเสมอไป แต่การออกแบบหน้าเว็บให้มีความเหมาะสม และพอดีกับเนื้อหา และสิ่งที่ต้องการจะสื่อต่างหากที่สำคัญ</p>
<p>แปลและอ้างอิงจาก<br />
<a rel="nofollow" href="http://www.webdesignfromscratch.com/web-2.0-design-style-guide.cfm" target="_blank"><span style="color: #00a0c7;">http://www.webdesignfromscratch.com/web-2.0-design-style-guide.cfm</span></a><br />
<strong><span style="color: #59a620;">โดย Kwanjai</span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/good-page-design.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3.3.2 โครงสร้างและรูปแบบของเว็บเพจ</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/page-layout-design.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/page-layout-design.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 May 2009 14:28:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=1289</guid>
		<description><![CDATA[ในหน้าเว็บเพจหนึ่งๆ ประกอบไปด้วยส่วนหัวของหน้า (Page Header), ส่วนเนื้อหา และการเชื่อมโยง (Page Body)  และส่วนท้ายของหน้า (Page Footer) ย้อนอ่านเนื้อหาเดิมเรื่องส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ คลิกที่นี่ . ในเว็บไซต์หนึ่งๆ อาจมีโครงสร้างหน้าเว็บเพจหลายๆ แบบก็ได้ แต่จะต้องมีเอกลักษณ์ และลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จะต้องจัดองค์ประกอบของหน้าเว็บเพจให้เหมาะสม ได้แก่ เนื้อหา กราฟฟิก โลโก้ ระบบเนวิเกชั่น ป้ายโฆษณา และอื่นๆ การแบ่งพื้นที่ของหน้าเว็บเพจเพื่อแสดงส่วนประกอบต่างๆ ทำได้หลายรูปแบบ เช่น แบ่งแบบอิสระ ตัวอย่าเว็บไซต์ . แบ่ง 2 ส่วน . แบ่ง 3 ส่วน จะมีส่วน Footer หรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างเว็บไซต์   ส่วนเนื้อหายังสามารถแบ่งสัดส่วนเพื่อแสดงเนื้อหาต่างๆ ได้อีก ตัวอย่างเว็บไซต์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในหน้าเว็บเพจหนึ่งๆ ประกอบไปด้วยส่วนหัวของหน้า (Page Header), ส่วนเนื้อหา และการเชื่อมโยง (Page Body)  และส่วนท้ายของหน้า (Page Footer)</p>
<p>ย้อนอ่านเนื้อหาเดิมเรื่องส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ <a href="http://www.enjoyday.net/2009/04/page-structure/">คลิกที่นี่</a></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
ในเว็บไซต์หนึ่งๆ อาจมีโครงสร้างหน้าเว็บเพจหลายๆ แบบก็ได้ แต่จะต้องมีเอกลักษณ์ และลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จะต้องจัดองค์ประกอบของหน้าเว็บเพจให้เหมาะสม ได้แก่ เนื้อหา กราฟฟิก โลโก้ ระบบเนวิเกชั่น ป้ายโฆษณา และอื่นๆ</p>
<h3>การแบ่งพื้นที่ของหน้าเว็บเพจเพื่อแสดงส่วนประกอบต่างๆ</h3>
<p>ทำได้หลายรูปแบบ เช่น</p>
<h4><strong>แบ่งแบบอิสระ</strong></h4>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout1.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<p>ตัวอย่าเว็บไซต์<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout_web1.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<h4><strong><span style="color: #ffffff;">.</span></strong></h4>
<h4><strong>แบ่ง 2 ส่วน</strong></h4>
<p><strong></strong><img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout2.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>แบ่ง 3 ส่วน</h4>
<p>จะมีส่วน Footer หรือไม่ก็ได้<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout3.jpg" alt="Page Layout" /><img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout4.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<p>ตัวอย่างเว็บไซต์<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout_web3.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<p> </p>
<p>ส่วนเนื้อหายังสามารถแบ่งสัดส่วนเพื่อแสดงเนื้อหาต่างๆ ได้อีก<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout5.jpg" alt="Page Layout" /></p>
<p>ตัวอย่างเว็บไซต์<br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/pagelayout_web2.jpg" alt="Page Layout" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/page-layout-design.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3.3.1 ส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/page-structure.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/page-structure.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2009 15:45:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=633</guid>
		<description><![CDATA[ในหัวข้อก่อนหน้านี้เราได้ศึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ (Site Design) ซึ่งเป็นภาพรวมไปแล้ว ได้แก่ 3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design) 3.2 การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design) . ในหัวข้อนี้เราจะได้ศึกษาในรายละเอียดการออกแบบหน้าเว็บเพจ (Page Design) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเว็บไซต์กันค่ะ 3.3 การออกแบบเว็บเพจ (Page Design) ส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. ส่วนหัวของหน้า (Page Header) เป็นส่วนที่อยู่ตอนบนสุดของหน้า และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้า เพราะเป็นส่วนที่ดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเนื้อหาภายในเว็บไซต์  มักใส่ภาพกราฟฟิกเพื่อสร้างความประทับใจ   ส่วนใหญ่ประกอบด้วย โลโก้ (Logo) เป็นสิ่งที่เว็บไซต์ควรมี เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เว็บน่าเชื่อถือ ชื่อเว็บไซต์ เมนูหลักหรือลิงค์ (Navigation Bar) เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์ . 2.ส่วนของเนื้อหา (Page Body) เป็นส่วนที่อยู่ตอนกลางของหน้า ใช้แสดงข้อมูลเนื้อหาของเว็บไซต์  ซึ่งประกอบด้วยข้อความ, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในหัวข้อก่อนหน้านี้เราได้ศึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ (Site Design) ซึ่งเป็นภาพรวมไปแล้ว ได้แก่<br />
3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design)<br />
3.2 การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design)</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>ในหัวข้อนี้เราจะได้ศึกษาในรายละเอียดการออกแบบหน้าเว็บเพจ (Page Design) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเว็บไซต์กันค่ะ</p>
<p><strong>3.3 การออกแบบเว็บเพจ (Page Design)</strong></p>
<h3>ส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ</h3>
<p>แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ</p>
<h4>1. ส่วนหัวของหน้า (Page Header)</h4>
<p>เป็นส่วนที่อยู่ตอนบนสุดของหน้า และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้า เพราะเป็นส่วนที่ดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเนื้อหาภายในเว็บไซต์  มักใส่ภาพกราฟฟิกเพื่อสร้างความประทับใจ   ส่วนใหญ่ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>โลโก้ (Logo) เป็นสิ่งที่เว็บไซต์ควรมี เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เว็บน่าเชื่อถือ</li>
<li>ชื่อเว็บไซต์</li>
<li>เมนูหลักหรือลิงค์ (Navigation Bar) เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์</li>
</ul>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>2.ส่วนของเนื้อหา (Page Body)</h4>
<p>เป็นส่วนที่อยู่ตอนกลางของหน้า ใช้แสดงข้อมูลเนื้อหาของเว็บไซต์  ซึ่งประกอบด้วยข้อความ, ตารางข้อมูล ภาพกราฟิก วีดีโอ และอื่นๆ    และอาจมีเมนูหลัก หรือเมนูเฉพาะกลุ่มวางอยู่ในส่วนนี้ด้วย</p>
<p>สำหรับส่วนเนื้อหาควรแสดงใจความสำคัญที่เป็นหัวเรื่องไว้บนสุด ข้อมูลมีความกระชับ ใช้รูปแบบตัวอักษรที่อ่านง่าย และจัด Layout ให้เหมาะสมและเป็นระเบียบ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>3. ส่วนท้ายของหน้า (Page Footer)</h4>
<p>เป็นส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้  มักวางระบบนำทางที่เป็นลิงค์ข้อความง่าย ๆ และอาจแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เช่น เจ้าของเว็บไซต์, ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>โดยปกติส่วนหัวและส่วนท้ายมักแสดงเหมือนกันในทุกหน้าของเว็บเพจ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่าง</span> แสดงส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ (trendypet.com)</p>
<p><img src="http://www.enjoyday.net/images/pagestructure.jpg" alt="page structure example" /></p>
<p style="text-align:right;"><a href="http://www.enjoyday.net/2009/05/page-layout-design" class="broken_link">Next 3.3.2 โครงสร้างและรูปแบบของเว็บเพจ »</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/page-structure.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3.2 การออกแบบระบบนำทาง (Site Navigation Design)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/site-navigation-design.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/site-navigation-design.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Mar 2009 10:28:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=605</guid>
		<description><![CDATA[ระบบ Navigation เป็นระบบนำทางที่จะนำผู้ชมไปยังหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนของเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังใช้กำหนดบทบาทของผู้ใช้ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ โดยผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะสามารถเข้าถึงหน้าเว็บเพจได้อย่างมีขอบเขต ตามสิทธิที่วางไว้เท่านั้น . องค์ประกอบของระบบ Navigation 1. เครื่องนำทาง เมนูหลัก เป็นเมนูสำหรับลิงค์ไปยังหน้าหัวข้อหลักของเว็บไซต์ มักอยู่ในรูปของลิงค์ที่เป็นข้อความหรือภาพกราฟฟิก และมักถูกจัดวางอยู่ด้านบนในเว็บเพจทุกหน้า เมนูเฉพาะกลุ่ม เป็นเมนูที่เชื่อโยงเว็บเพจปัจจุบันกับเว็บเพจอื่นภายในกลุ่มย่อยที่มี เนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน มักอยู่ในรูปแบบของลิงค์ข้อความหรือกราฟฟิกเช่นกัน เครื่องมือเสริม สำหรับช่วยเสริมการทำงานของเมนู มีได้หลายรูปแบบ เช่น ช่องค้นหาข้อมูล (Search Box) , เมนูแบบดร็อปดาวน์ (Drop-Down menu) , แผนผังเว็บไซต์ (Site Map), อิมเมจแมพ (Image Map) 2. เครื่องมือบอกตำแหน่ง (Location Indicator) เป็นสิ่งที่ใช้แสดงว่า ขณะนี้ผู้ชมกำลังอยู่ในตำแหน่งใดในเว็บไซต์ เครื่องบอกตำแหน่งมีได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความภาพกราฟฟิกที่แสดงชื่อเว็บเพจ หรือข้อความบ่งชี้ และบ่อยครั้งที่เครื่องมือบอกตำแหน่งถูกรวมไว้กับตัวเมนูเลย ตัวอย่าง ระบบ Navigation [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>ระบบ Navigation</h3>
<p>เป็นระบบนำทางที่จะนำผู้ชมไปยังหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนของเว็บไซต์</p>
<p>นอกจากนี้ยังใช้กำหนดบทบาทของผู้ใช้ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ โดยผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะสามารถเข้าถึงหน้าเว็บเพจได้อย่างมีขอบเขต ตามสิทธิที่วางไว้เท่านั้น<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<h4>องค์ประกอบของระบบ Navigation</h4>
<p><strong>1. เครื่องนำทาง</strong></p>
<ul>
<li>เมนูหลัก เป็นเมนูสำหรับลิงค์ไปยังหน้าหัวข้อหลักของเว็บไซต์ มักอยู่ในรูปของลิงค์ที่เป็นข้อความหรือภาพกราฟฟิก และมักถูกจัดวางอยู่ด้านบนในเว็บเพจทุกหน้า</li>
<li>เมนูเฉพาะกลุ่ม เป็นเมนูที่เชื่อโยงเว็บเพจปัจจุบันกับเว็บเพจอื่นภายในกลุ่มย่อยที่มี เนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน มักอยู่ในรูปแบบของลิงค์ข้อความหรือกราฟฟิกเช่นกัน</li>
<li>เครื่องมือเสริม สำหรับช่วยเสริมการทำงานของเมนู มีได้หลายรูปแบบ เช่น ช่องค้นหาข้อมูล (Search Box) , เมนูแบบดร็อปดาวน์ (Drop-Down menu) , แผนผังเว็บไซต์ (Site Map), อิมเมจแมพ (Image Map)</li>
</ul>
<p><strong>2. เครื่องมือบอกตำแหน่ง (Location Indicator)</strong><br />
เป็นสิ่งที่ใช้แสดงว่า ขณะนี้ผู้ชมกำลังอยู่ในตำแหน่งใดในเว็บไซต์ เครื่องบอกตำแหน่งมีได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความภาพกราฟฟิกที่แสดงชื่อเว็บเพจ หรือข้อความบ่งชี้ และบ่อยครั้งที่เครื่องมือบอกตำแหน่งถูกรวมไว้กับตัวเมนูเลย</p>
<p><span style="color: #000080;">ตัวอย่าง ระบบ Navigation เว็บไซต์ดารานักร้อง ที่มีข้อมูลไม่กี่หน้า</span><br />
<img src="http://www.enjoyday.net/images/navigation_star.jpg" alt="navigation" /></p>
<p><span style="color: #000080;">ตัวอย่าง ระบบ Navigation เว็บไซต์ร้านหนังสือ Asia Books<br />
</span><img src="http://www.enjoyday.net/images/navigation_asiabook.jpg" alt="navigation" /></p>
<p><span style="color:#fff">.</span></p>
<h4>ลักษณะของระบบเนวิเกชั่นที่ดี</h4>
<ul>
<li>อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดและเข้าถึงง่าย เช่น ส่วนบนหรือด้านขวาของเว็บเพจ</li>
<li>เข้าใจง่ายหรือมีข้อความกำกับชัดเจน ผู้ชมใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาศึกษา</li>
<li>มีความสม่ำเสมอ วางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันของทุกหน้าเว็บเพจ และใช้รูปแบบ สีสัน เหมือนกัน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคย</li>
<li>บอกผู้ใช้ว่ากำลังอยู่ที่ตำแหน่งใดของเว็บไซต์</li>
<li>มีการตอบสนองเมื่อใช้งาน เช่น เปลี่ยนสีเมื่อผู้ชมชี้เมาส์หรือคลิก</li>
<li>จำนวนรายการพอเหมาะ ไม่มากเกินไป</li>
<li>มีหลายทางให้เลือกใช้ เช่น เมนูกราฟฟิก , เมนูข้อความ, ช่องค้นหาข้อมูล (Search Box), เมนูดร็อปดาวน์ (Drop-down menu) , แผนผังเว็บไซต์ (Site Map)</li>
<li>มีลิงค์ให้คลิกกลับไปยังโฮมเพจได้เสมอ เพื่อให้ผู้ชมกลับไปเริ่มต้นใหม่ในกรณีที่หลงทางไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ตำแหน่งใด</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/site-navigation-design.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/site-structure-design.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/site-structure-design.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Mar 2009 18:58:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=526</guid>
		<description><![CDATA[การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design) คือ การจัดหมวดหมู่ และลำดับของเนื้อหา แล้วจัดทำเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างภายในเว็บไซต์ และแต่ละหน้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชมไม่สับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรเป็นลำดับที่ลึกหลายชั้นเกินไป เพราะผู้ใช้จะเบื่อเสียก่อน กว่าจะค้นหาเจอหน้าที่ต้องการ อันนี้เจอกับตัว เช่น เว็บไซต์ดาวน์โหลดบางแห่ง คลิกแล้วคลิกอีก ยังหาไม่เจอลิงค์ดาวน์โหลด หาเว็บใหม่เลยค่ะ 1. จากเนื้อหาเว็บไซต์ที่เราเตรียมไว้ ให้นำมาจัดหมวดหมู่ และลำดับเนื้อหาก่อนหลัง Section 1       Section 1.1       Section 1.2       Section 1.3               Section 1.3.1               Section 1.3.2 Section 2 Section 3       Section 3.1       Section 3.2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design)</h3>
<p>คือ การจัดหมวดหมู่ และลำดับของเนื้อหา แล้วจัดทำเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างภายในเว็บไซต์ และแต่ละหน้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร</p>
<p>โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชมไม่สับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรเป็นลำดับที่ลึกหลายชั้นเกินไป เพราะผู้ใช้จะเบื่อเสียก่อน กว่าจะค้นหาเจอหน้าที่ต้องการ</p>
<p>อันนี้เจอกับตัว เช่น เว็บไซต์ดาวน์โหลดบางแห่ง คลิกแล้วคลิกอีก ยังหาไม่เจอลิงค์ดาวน์โหลด หาเว็บใหม่เลยค่ะ  <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/39.gif' alt=':บ่น:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>1. จากเนื้อหาเว็บไซต์ที่เราเตรียมไว้ ให้นำมาจัดหมวดหมู่ และลำดับเนื้อหาก่อนหลัง</p>
<div class="code_box">Section 1<br />
      Section 1.1<br />
      Section 1.2<br />
      Section 1.3<br />
              Section 1.3.1<br />
              Section 1.3.2<br />
Section 2<br />
Section 3<br />
      Section 3.1<br />
      Section 3.2</div>
<p><span style="color: #333399;">ข้อมูลผลิตภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ ของบริษัท<br />
</span></p>
<div class="code_box">1. สินค้า<br />
            1.1 Computer<br />
            1.2 Scanner<br />
            1.3 Printer<br />
                  1.3.1  Laser Printer<br />
                  1.3.2  Inkjet Printer<br />
2. สถานที่จำหน่าย<br />
3. Support<br />
           3.1 FAQ<br />
           3.2 Manual<br />
4. เกี่ยวกับบริษัท<br />
          4.1 ประวัติ<br />
          4.2 สถานที่ตั้ง</div>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>2. จัดทำแผนผังโครงสร้างเว็บไซด์ เป็นแผนผังที่แสดงถึงโครงสร้างข้อมูล, ลำดับชั้น และการเชื่อมโยงส่วนต่างๆ อย่างชัดเจน โดยจะเริ่มจากหน้า Homepage จนไปถึงหน้าย่อยต่างๆ ทั้งหมด</p>
<p>จากเนื้อหาที่จัดหมวดหมู่แล้ว นำมาเขียนเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ดูค่ะ ตัวอย่าง เช่น</p>
<p><span style="color: #333399;">โครงสร้างเว็บไซต์อย่างง่าย เว็บไซต์นำเสนอข้อมูลดารานักร้อง</span></p>
<div class="code_box"><img src="http://www.enjoyday.net/images/sitestructure1.jpg" alt="sitestructure" /></div>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
<span style="color: #333399;">โครงสร้างเว็บไซต์ นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ ของบริษัท</span></p>
<div class="code_box"><img src="http://www.enjoyday.net/images/sitestructure2.jpg" alt="sitestructure" /></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/site-structure-design.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3. ออกแบบเว็บไซต์</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/web-design.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/web-design.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Mar 2009 18:47:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=518</guid>
		<description><![CDATA[3. ออกแบบเว็บไซต์ ปัจจุบันมีเว็บไซต์อยู่มากมาย และก็มีเว็บไซต์ใหม่เกิดขึ้นทุกวันในอินเตอร์เน็ต นั่นทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นที่จะเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์ใดก็ได้ ถ้าเว็บไซต์ไหนใช้งานยาก ข้อมูลมากแต่ก็หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ ใช้เวลาโหลดหน้าเว็บนานเกินไป เราก็คงไม่อดทนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดมันไปซะ แล้วก็เปลี่ยนไปดูเว็บไซต์อื่นๆ แทน ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจาก การขาดการออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั่นเองค่ะ เว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบที่ดี ดูเรียบง่าย สวยงาม ข้อมูลจัดเป็นหมวดหมู่ ใช้งานง่าย ย่อมได้รับความสนใจจากผู้ใช้มากกว่า การออกแบบเว็บไซต์จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการสร้างเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ใช้ และทำให้อยากกลับเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ของเราอีกในครั้งต่อไป ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะออกแบบเว็บไซต์อย่างไรดี ให้ลองศึกษาจากเว็บไซต์อื่นๆ เป็นแนวทาง หรือว่าจะประยุกต์จากรูปแบบในสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือ แผ่นพับ ที่มีรูปแบบน่าสนใจ   หัวข้อที่เราจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ 3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design) 3.2 การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design) 3.3 การออกแบบหน้าเว็บเพจ (Page Design)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>3. ออกแบบเว็บไซต์</h3>
<p>ปัจจุบันมีเว็บไซต์อยู่มากมาย และก็มีเว็บไซต์ใหม่เกิดขึ้นทุกวันในอินเตอร์เน็ต นั่นทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นที่จะเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์ใดก็ได้ ถ้าเว็บไซต์ไหนใช้งานยาก ข้อมูลมากแต่ก็หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ ใช้เวลาโหลดหน้าเว็บนานเกินไป เราก็คงไม่อดทนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดมันไปซะ แล้วก็เปลี่ยนไปดูเว็บไซต์อื่นๆ แทน</p>
<p>ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจาก การขาดการออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั่นเองค่ะ</p>
<p>เว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบที่ดี ดูเรียบง่าย สวยงาม ข้อมูลจัดเป็นหมวดหมู่ ใช้งานง่าย ย่อมได้รับความสนใจจากผู้ใช้มากกว่า</p>
<p>การออกแบบเว็บไซต์จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการสร้างเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ใช้ และทำให้อยากกลับเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ของเราอีกในครั้งต่อไป  <img src='http://www.enjoyday.net/wp-includes/images/smilies/51.gif' alt=':รักนะ:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะออกแบบเว็บไซต์อย่างไรดี ให้ลองศึกษาจากเว็บไซต์อื่นๆ เป็นแนวทาง หรือว่าจะประยุกต์จากรูปแบบในสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือ แผ่นพับ ที่มีรูปแบบน่าสนใจ</p>
<p> </p>
<p>หัวข้อที่เราจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบเว็บไซต์</p>
<p>3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design)<br />
3.2 การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design)<br />
3.3 การออกแบบหน้าเว็บเพจ (Page Design)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/web-design.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
