<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Enjoyday.net &#187; สุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.enjoyday.net/category/health/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.enjoyday.net</link>
	<description>แนะนำการสร้างเว็บไซต์ สอนทำเว็บตั้งแต่พื้นฐาน สอน HTML,CSS, XHTML แนะนำการใช้งาน Wordpress &#38; Joomla!</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Mar 2011 13:04:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2009 04:03:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>joy</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=2021</guid>
		<description><![CDATA[เนื้อหาอาจจะยาวสักหน่อย แต่ลองอ่านดูนะคะ เห็นว่ามีประโยชน์มาก &#8230; ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้ อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม ! ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื้อหาอาจจะยาวสักหน่อย แต่ลองอ่านดูนะคะ เห็นว่ามีประโยชน์มาก &#8230;</p>
<h4>ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก</h4>
<h3>ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้</h3>
<p>อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !</p>
<p>ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย</p>
<p>คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li>อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น</li>
<li>นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท</li>
<li>ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย</li>
<li>ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่ อย</li>
<li>จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย</li>
<li>ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล</li>
<li>หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ</li>
<li>ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย</li>
</ol>
<p>จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span><br />
<span style="color: #800000;">อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม </span></p>
<ol>
<li>ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ</li>
<li>เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควร ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง</li>
<li>การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอย ู่<br />
ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่</li>
</ol>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">การแก้ไข</span></p>
<p><span style="color: #333399;">ง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง </span></p>
<p>หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก</p>
<p>ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ</p>
<p>นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ</p>
<p>1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล<br />
จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ )</p>
<p>การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง</p>
<p>2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำ ข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)</p>
<p>3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก)</p>
<p>จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง</p>
<p>อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ &#8220;คล้อยตามธรรมชาติ&#8221; คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง </span></p>
<p><span style="color: #800000;">อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น </span></p>
<p>- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ<br />
- นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย<br />
- อสุจิเคลื่อนตอนนอน<br />
- เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ</p>
<p>โดยมีสาเหตุมาจาก</p>
<p>1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ<br />
2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ<br />
3. การนั่งทำงานหรือ นั่งรถนาน</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย</span></p>
<p>- เฉื่อยชา เกียจคร้าน<br />
- ความต้องการทางเพศต่ำลง<br />
- ปวดเมื่อหลัง เอว<br />
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน<br />
- นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น<br />
- อารมณ์อ่อนไหวง่าย<br />
- ขี้หูมาก<br />
- เหงื่อออกเยอะผิ ดปกติ</p>
<p>ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ &#8220;หยิน&#8221; จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)</p>
<p>ดังนั้น <span style="color: #333399;">เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย &#8220;หยิน&#8221; ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น </span>(อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยิน ที่ไม่ควรทำ ได้แก่</span></p>
<p>- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้<br />
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์<br />
- การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์<br />
- การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น</p>
<p>คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น</p>
<p>- การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น<br />
- นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา</p>
<p>สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา</p>
<p>ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับ ทำงาน เรียนหนังสือ<br />
กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ ( หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง)<br />
การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจ อย่างแน่นอน<br />
แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี &#8221; ทุน&#8221; ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่ </span></p>
<p>1. ข้าวกล้อง<br />
2. สาหร่ายทะเล<br />
3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย<br />
4. เต้าเจี้ยว<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">หลีกเลี่ยง การใช้ชีวิต ดัง</span><span style="color: #800000;">นี้</span></p>
<p>1. การใส่รองเท้าส้นสูง<br />
2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว<br />
<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p><span style="color: #800000;">การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม</span></p>
<p>1. พยายามอย่านั่งหลังงอ<br />
2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ</p>
<p> </p>
<p>ที่มา : Forward Mail</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดื่มน้ำอย่างไรให้ถูกต้อง</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/drink-water.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/drink-water.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 06:05:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=889</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา http://aunlamun.exteen.com/20070929/super-recommended เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ รักษาโรคยากๆได้? ยื้อชีวิตของคนที่จะจากเราไปให้อยู่แม้เพียงเฮือกหนึ่ง? ถวายตัวอยู่กับคนไข้ตลอด 24 ชม.? เคยอ่านนิยายกำลังภายในกันไหมครับ เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่ผมชอบมากเลยครับ โดยเฉพาะเวลาฉากที่กำลังจะต่อสู้กัน ถ้าสนใจจะเริ่มอ่านขอแนะนำฤทธิ์มีดสั้นของโกวเล้งครับ &#8220;มีดสั้นในมือของลี้คิมฮวงนั้นหากปล่อยออกจากมือไม่เคยพลาดเป้ามาก่อน&#8221; เพียงแค่คำเล่าลือนี้ก็สามารถสะกดศิษย์วัดเสี้ยวลิ่มยี้แปดร้อยคนที่โอบล้อมเขาไว้ให้ไม่กล้าแม้กระทั่งผ่อนลมหายใจ ลี้คิมฮวงเพียงแค่ถือมีดไว้ในมือเล่มเดียวทว่าชนะตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำครับ ที่ร่ายมานี้เพียงเพื่อที่จะบอกว่ายอดฝีมือสามารถช่วงชิงชัยได้โดยไม่แม้แต่ออกกระบวนท่า เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องเปลืองแรงเลยสักนิด แต่กว่าจะมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ต้องมีการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ใช่เพียงหัดเล่นๆชั่วค่ำคืน นี่แหละครับที่ทำให้ผมคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมอคือการไม่ต้องรักษาคนไข้ครับ ไม่จำเป็นต้องใช้มีดผ่าตัด จับชีพจร ฝังเข็มหรือว่าจ่ายยา รักษาโรคโดยไม่ต้องออกกระบวนท่าใดๆ หรือก็คือการป้องกันก่อนเกิดโรคนั่นเอง ที่จะเน้นให้เห็นก็คือ การรักษาโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต่อให้เป็นหมอจีนที่พยายามปรับร่างกายแบบองค์รวมก็เถอะ เพราะเมื่อเรารักษาคนไข้จนหายโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้นั้น เชื่อได้เลยครับว่าเดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันอีก และหนึ่งในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือเรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ 1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่ 2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว 3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น 4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น 5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มา <a href="http://aunlamun.exteen.com/20070929/super-recommended" target="_blank" class="broken_link">http://aunlamun.exteen.com/20070929/super-recommended</a></p>
<p>เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ</p>
<p>รักษาโรคยากๆได้? ยื้อชีวิตของคนที่จะจากเราไปให้อยู่แม้เพียงเฮือกหนึ่ง? ถวายตัวอยู่กับคนไข้ตลอด 24 ชม.?</p>
<p>เคยอ่านนิยายกำลังภายในกันไหมครับ เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่ผมชอบมากเลยครับ โดยเฉพาะเวลาฉากที่กำลังจะต่อสู้กัน ถ้าสนใจจะเริ่มอ่านขอแนะนำฤทธิ์มีดสั้นของโกวเล้งครับ</p>
<p>&#8220;มีดสั้นในมือของลี้คิมฮวงนั้นหากปล่อยออกจากมือไม่เคยพลาดเป้ามาก่อน&#8221; เพียงแค่คำเล่าลือนี้ก็สามารถสะกดศิษย์วัดเสี้ยวลิ่มยี้แปดร้อยคนที่โอบล้อมเขาไว้ให้ไม่กล้าแม้กระทั่งผ่อนลมหายใจ</p>
<p>ลี้คิมฮวงเพียงแค่ถือมีดไว้ในมือเล่มเดียวทว่าชนะตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำครับ</p>
<p>ที่ร่ายมานี้เพียงเพื่อที่จะบอกว่ายอดฝีมือสามารถช่วงชิงชัยได้โดยไม่แม้แต่ออกกระบวนท่า เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องเปลืองแรงเลยสักนิด แต่กว่าจะมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ต้องมีการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ใช่เพียงหัดเล่นๆชั่วค่ำคืน</p>
<p>นี่แหละครับที่ทำให้ผมคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมอคือการไม่ต้องรักษาคนไข้ครับ ไม่จำเป็นต้องใช้มีดผ่าตัด จับชีพจร ฝังเข็มหรือว่าจ่ายยา</p>
<p>รักษาโรคโดยไม่ต้องออกกระบวนท่าใดๆ หรือก็คือการป้องกันก่อนเกิดโรคนั่นเอง</p>
<p>ที่จะเน้นให้เห็นก็คือ การรักษาโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต่อให้เป็นหมอจีนที่พยายามปรับร่างกายแบบองค์รวมก็เถอะ เพราะเมื่อเรารักษาคนไข้จนหายโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้นั้น เชื่อได้เลยครับว่าเดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันอีก</p>
<p>และ<strong>หนึ่งในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือเรื่องของการดื่มน้ำ</strong>นี่แหละครับ</p>
<p>ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ</p>
<p><span style="color: #333399;">1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่</span></p>
<p><span style="color: #333399;">2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว</span></p>
<p><span style="color: #333399;">3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น</span></p>
<p><span style="color: #333399;">4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="color: #333399;">5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น</span></p>
<p>เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ</p>
<p><span style="color: #333399;">1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่</span></p>
<p><span style="color: #333399;">ข้อหนึ่ง</span>นั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีคุณและมีโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน</p>
<p><span style="color: #333399;"><span style="color: #333399;">2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว</span></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ข้อสอง</span> คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ</p>
<p>ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน</p>
<p>น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำ และอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ</p>
<p>คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว1000 มิลลิลิตร หรือ 1ลิตร ต่อวัน</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว (แก้วละ 200 มล.) แต่ทังนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย</p>
<p>สูตรคือ (น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2</p>
<p>หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้</p>
<p>ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980  มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ (แก้วละ 200 มล.)</p>
<p>ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90%ทำมาจากน้ำก็จะเดินไม่สะดวก ร่างกายก็จะทั้งขับของเสียยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ</p>
<p><span style="color: #333399;">3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น</span></p>
<p><span style="color: #333399;">ข้อสาม </span>อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่าหมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา</p>
<p>เพราะฉะนั้นเราควรจะไม่ทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้ แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว</p>
<p><span style="color: #333399;"><span style="color: #333399;">4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น</span></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ข้อสี่</span> ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ไหนใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปบ้างประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ยกมือขึ้น ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ</p>
<p>คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็น คืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือด</p>
<p>เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อเป็นการขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร</p>
<p>ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ</p>
<p>และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ</p>
<p>เหมือนทำยาก แต่จริงๆ แล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิดเช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้าเลิกเบียร์กันไป</p>
<p>แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก้สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ</p>
<p>นอกจากนี้<span style="color: #333399;">หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม่ล้างปากทันที</span> อีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น มีสองเหตุผลครับ หนึ่งเพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย เหตุผลที่สองคือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน</p>
<p><span style="color: #333399;">5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น</span></p>
<p>มาถึง<span style="color: #333399;">ข้อสุดท้าย</span>แล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้ แต่อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมน้ำเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ</p>
<p>พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่งชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ &#8220;กาแฟหอมนะหมอ&#8221; หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง</p>
<p>ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน 555 ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ อย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง</p>
<p>ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ</p>
<p>ปลล. If you trust me, if you love me ก็นำไปปฎิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก ขอให้บอกต่อๆกันไป ขอบคุณครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/drink-water.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับชะลอความแก่</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/secret-young.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/secret-young.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2009 15:20:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=750</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา Forward mail เมื่อเร็วๆ นี้มีคุณยายท่านหนึ่ง ถ้าดูตามอายุต้องเรียกท่านว่าคุณยาย เพราะอายุท่านเกิน 70 ปีแล้ว แต่ถ้าดูหน้าตา ผิวพรรณ อยากเรียกท่านว่าพี่มากกว่า เพราะดูยังไงก็ไม่เกิน 50 ปีค่ะ  ท่านมาทำฟันที่คลินิกทันตกรรมพาณิชย์ธน ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 หลังจากทำฟันเสร็จแล้ว ได้สนทนากับท่านเพราะหมอสงสัยมากว่า ทำไมอายุท่านมาก แล้ว แต่ดูท่านไม่แก่ตามวัย ท่านบอกหมอว่า ให้นอนเอาศีรษะห้อยลงเล็กน้อยวันละ 10 นาทีทุกวัน เพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงศีรษะและใบหน้าค่ะ วิธีการ(ไม่ได้นอนเอาหัวห้อยแบบค้างคาวนะคะ) แต่นอนราบบนเตียง ไม่หนุนหมอน แล้วเอาศีรษะเลยขอบเตียงนิดหน่อย ให้ศีรษะห้อยจากขอบเตียงเล็กน้อยค่ะ ทำทุกวันอย่าให้เกิน 10 นาทีนะคะ หมอฟังคำแนะนำจากท่านแล้ว เห็นว่า มีเหตุมีผลค่ะ เพราะถ้าเรานอนห้อยศีรษะนิดๆ จะทำให้เลือดมาเลี้ยงใบหน้า ทำให้ผิวพรรณที่ใบหน้าเต่งตึงไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่ะ และสมองก็ได้เลือดมาเลี้ยงด้วย โอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาติ ก็ไม่มีค่ะ  คุณยาย (อยากเรียกคุณพี่มากกว่า) ยังแนะนำต่อว่า ให้ทานผัก และ ผลไม้เป็น ประจำด้วยค่ะ ตอนนี้หมอได้นำเคล็ดลับของคุณยายมาปฎิบัติแล้วค่ะ ก่อนนอนทุกคืนหมอจะทำอย่างที่คุณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มา Forward mail</p>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้มีคุณยายท่านหนึ่ง ถ้าดูตามอายุต้องเรียกท่านว่าคุณยาย เพราะอายุท่านเกิน<br />
70 ปีแล้ว แต่ถ้าดูหน้าตา ผิวพรรณ อยากเรียกท่านว่าพี่มากกว่า เพราะดูยังไงก็ไม่เกิน 50 ปีค่ะ  ท่านมาทำฟันที่คลินิกทันตกรรมพาณิชย์ธน ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 13</p>
<p>หลังจากทำฟันเสร็จแล้ว ได้สนทนากับท่านเพราะหมอสงสัยมากว่า ทำไมอายุท่านมาก<br />
แล้ว แต่ดูท่านไม่แก่ตามวัย</p>
<p>ท่านบอกหมอว่า ให้นอนเอาศีรษะห้อยลงเล็กน้อยวันละ 10 นาทีทุกวัน<br />
เพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงศีรษะและใบหน้าค่ะ<br />
วิธีการ(ไม่ได้นอนเอาหัวห้อยแบบค้างคาวนะคะ) แต่นอนราบบนเตียง ไม่หนุนหมอน<br />
แล้วเอาศีรษะเลยขอบเตียงนิดหน่อย ให้ศีรษะห้อยจากขอบเตียงเล็กน้อยค่ะ ทำทุกวันอย่าให้เกิน 10 นาทีนะคะ</p>
<p>หมอฟังคำแนะนำจากท่านแล้ว เห็นว่า มีเหตุมีผลค่ะ เพราะถ้าเรานอนห้อยศีรษะนิดๆ<br />
จะทำให้เลือดมาเลี้ยงใบหน้า ทำให้ผิวพรรณที่ใบหน้าเต่งตึงไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่ะ และสมองก็ได้เลือดมาเลี้ยงด้วย โอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาติ ก็ไม่มีค่ะ</p>
<p> คุณยาย (อยากเรียกคุณพี่มากกว่า) ยังแนะนำต่อว่า ให้ทานผัก และ ผลไม้เป็น<br />
ประจำด้วยค่ะ</p>
<p>ตอนนี้หมอได้นำเคล็ดลับของคุณยายมาปฎิบัติแล้วค่ะ ก่อนนอนทุกคืนหมอจะทำอย่างที่คุณ<br />
ยายแนะนำคือ นอนราบไม่หนุนหมอน และห้อยศีรษะเล็กน้อยไม่เกิน 10 นาที เท่าที่ปฎิบัติมาเกือบเดือน รู้สีกว่า หน้าตาผิวพรรณ ดีขึ้นมากค่ะ เจอเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันยังทักว่า ทำไมหมอดูสวยจังค่ะ  แต่หมอทานน้ำมันจมูกข้าวมานานเป็นปีแล้วนะคะ ก็ช่วยได้มากค่ะ วิตามินต่าง ๆ โอเมก้า 3 &#8211; 6 &#8211; 9 และสารอาหารอื่นๆ อีกมากมายในน้ำมันจมูกข้าวก็ช่วยได้อยู่แล้วค่ะ จึงทำให้ดูสาวและสวยตลอดไปค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/secret-young.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/9-เทคนิค-ฝึกสมองไบรท์.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/9-เทคนิค-ฝึกสมองไบรท์.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 09:03:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอา หารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้ 1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เห่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ 2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลาสารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น 3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ <img class="alignleft" style="margin: 3px 5px;" title="9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ " src="http://www.enjoyday.net/images/brain.jpg" alt="" width="200" height="250" />โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอา หารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #333399;"><strong>1. จิบน้ำบ่อยๆ<br />
</strong></span>สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เห่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ</p>
<div class="entry-content">
<p><strong><span style="color: #333399;">2. กินไขมันดี<br />
</span></strong>คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลาสารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ<br />
ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น</p>
<p><strong><span style="color: #333399;">3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที<br />
</span></strong>หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน</p>
<p><strong><span style="color: #333399;">4. ใส่ความตั้งใจ<br />
</span></strong>การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน</p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #333399;">5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ</span></strong></span><br />
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ</p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #333399;">6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน</span></strong></span><br />
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #333399;">7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน</span></strong><br />
</span>ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง</p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #333399;">8. เขียนบันทึก Graceful Journal<br />
</span></strong></span>ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา<br />
ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #333399;">9. ฝึกหายใจลึก ๆ</span></strong><br />
</span>สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่<br />
สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %</p>
<p>การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/9-เทคนิค-ฝึกสมองไบรท์.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความมหัศจรรย์ของชาเขียว</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/ความมหัศจรรย์ของชาเขียว.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/ความมหัศจรรย์ของชาเขียว.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 05:34:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาเขียว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[     มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่จะดีต่อสุขภาพเท่าชาเขียวบ้าง ชาวจีนรู้เรื่องประโยชน์ทางยาของชาเขียวมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้ชาเขียวในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า ในหนังสือเรื่อง ไขความลับธรรมชาติสู่สุขภาพที่ดีกว่า นาดีน เทย์เลอร์ กล่าวว่า มีการใช้ชาเขียวเป็นยาในประเทศจีนเป็นเวลานานอย่างน้อย 4,000 ปีมาแล้ว      ปัจจุบัน การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกพบว่า การดื่มชาเขียวมีผลอย่างชัดเจนต่อสุขภาพ เช่น ในปี 1994 วารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงว่า การดื่ม ชาเขียวช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งหลอดอาหาร ในหมู่ชาวจีนทั้งหญิงชาย ได้ถึง เกือบ 60% เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปูร์ดู สรุปว่า สารประกอบในชาเขียว ช่วยยับยั้งอัตราการเติบโตของเซลมะเร็งได้ นอกจากนั้น ยังมีการวิจัยที่แสดงว่า การดื่มชาเขียวช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลโดยรวมได้ และยังช่วยปรับอัตรา HDL ให้เป็น LDL ชาเขียวมีดีตรงไหน      ความลับของชาเขียวอยู่ที่ปริมาณสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Epigallocatechin Gallate (EGCG) ที่มีอยู่มากในตัวชา EGCG เป็นสารต้านพิษ และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งด้วยการฆ่าเซลมะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี   นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับ LDL [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>     มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่จะดีต่อสุขภาพเท่าชาเขียวบ้าง ชาวจีนรู้เรื่องประโยชน์ทางยาของชาเขียวมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้ชาเขียวในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า ในหนังสือเรื่อง ไขความลับธรรมชาติสู่สุขภาพที่ดีกว่า นาดีน เทย์เลอร์ กล่าวว่า มีการใช้ชาเขียวเป็นยาในประเทศจีนเป็นเวลานานอย่างน้อย 4,000 ปีมาแล้ว</p>
<p>     ปัจจุบัน การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกพบว่า การดื่มชาเขียวมีผลอย่างชัดเจนต่อสุขภาพ เช่น ในปี 1994 วารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงว่า การดื่ม ชาเขียวช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งหลอดอาหาร ในหมู่ชาวจีนทั้งหญิงชาย ได้ถึง เกือบ 60% เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปูร์ดู สรุปว่า สารประกอบในชาเขียว ช่วยยับยั้งอัตราการเติบโตของเซลมะเร็งได้ นอกจากนั้น ยังมีการวิจัยที่แสดงว่า การดื่มชาเขียวช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลโดยรวมได้ และยังช่วยปรับอัตรา HDL ให้เป็น LDL</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ชาเขียวมีดีตรงไหน </span><br />
     ความลับของชาเขียวอยู่ที่ปริมาณสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Epigallocatechin Gallate (EGCG) ที่มีอยู่มากในตัวชา<span style="color: #993366;"> EGCG เป็นสารต้านพิษ และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งด้วยการฆ่าเซลมะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี   </span>นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับ LDL คลอเรสเตอรอล และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของก้อนเลือด ซึ่งเป็นเหตุของอาการหัวใจวายและลมชัก มักมีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา เข้ากับประโยชน์ทีได้จากการดื่มไวน์ นักวิจัยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ทั้งที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง คำตอบก็คือ เป็นเพราะไวน์แดง ซึ่งมีสาร Resveratrol ที่เป็น Polyphenol ที่ลดอันตรายจากการสูบบุหรี่และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง<br />
     ในการวิจัยเมื่อปี 1997 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส สรุปว่า EGCG นั้นแรงเท่า ๆ กับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งเป็นการอธิบายว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอัตราการเสี่ยงโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่ากว่า 75% จะสูบบุหรี่ก็ตาม<br />
     ทำไมชาจีนอื่น ๆ จึงไม่ดีเท่าชาเขียว       ชาเขียว ชาอูลอง และชาดำต่างก็มา จากใบของต้น Camellia Sinensis การที่ชาเขียวมีประโยชน์มากกว่า ก็เนื่องมาจากกระบวนการแปรรูป โดยใบชาเขียวจะถูกนำมาอบไอน้ำ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้สารประกอบ EGCG เข้ารวมตัวกับออกซิเจน ในทางตรงข้าม ใบชาอูลองและชาดำกลับเกิดจากการนำใบชาไปหมัก ซึ่งทำให้ EGCG ถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบชนิดอื่น ซึ่งแทบไม่มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันหรือต่อสู้โรคใด ๆ เลย<br />
     สาร EGCG นี้ในทางเคมีจัดเป็นสารโพลี่ฟีนอลชนิดหนึ่งที่มีการวิจัยกันอย่างกว้างขวางและหลายการวิจัยก็พบว่า   สาร EGCG ดังกล่าวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายได้แก่<br />
1. มีส่วนช่วยในขบวนการ การกำจัดไขมันโคเรสเตอรอลในหลอดเลือด ซึ่งทำให้ลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง จากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด<br />
2. ช่วยในการขับสารพิษ และสารอนุมูลอิสระ จึงส่งผลในการป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็งและโรคความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย<br />
3. ช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เนื่องจากมีผลในการกระตุ้นการทำงานระดับเซลล์</p>
<p>และนอกจากสรรพคุณดังกล่าวจากสาร EGCG ที่มีอยู่ในชาเขียวแล้ว ชาเขียวยังให้สารอื่นๆ อีกมากมายเช่น สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ซึ่งมีประโยชน์ต่อขบวนการการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และขับสารพิษตกค้างออกจากร่างกายของเรา และจะทำงานร่วมกับสาร EGCG ในการช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่น และลดความเสี่ยงจากอันตรายของสารพิษและอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นชาเขียวยังมีวิตามิน (Vitamins) เกลือแร่ (Minerals) และสารอาหารจากพืชที่มีความสำคัญต่อร่างกายอีกมากมาย</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ประโยชน์อื่น ๆ</span><br />
    มีหลักฐานใหม่ ๆ ที่แสดงว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ในเดือนพฤศจิกายน 1999 วารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเจนีวา ในสวิสเซอร์แลนด์ นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มทั้งสารสกัดคาเฟอินและชาเขียว มีการเผาไหม้แคลลอรี่มากกว่า คนที่ได้คาเฟอินอย่างเดียว นอกจากนั้น ชาเขียวยังช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย ความสามารถในการทำลายแบคทีเรียของชาเขียว สามารถ ป้องกันอาหารเป็นพิษได้ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดคราบพลัคในช่องปาก ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ที่มีส่วนผสมของชาเขียว ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาดับกลิ่นตัวหรือครีม บำรุงผิว ก็เริ่มมีวางขายในตลาด</p>
<p><span style="color: #0000ff;">คุณควรดื่มชาเขียวมากเท่าไร<br />
</span>    คำตอบมีมากพอ ๆ กับจำนวนการวิจัยเรื่องคุณสมบัติของชาเขียว เช่น นิตยสาร Herbs for Health อ้างตัวอย่างรายงานจากญี่ปุ่นว่า คนที่ดื่มชาเขียว 10 แก้วต่อวัน จะปลอดโรคมะเร็งนานกว่าคนที่ดื่มชาเขียวน้อยกว่า 3 แก้วต่อวันถึง 3 ปี (มี Polyphenol ประมาณ 240-320 มก. ในชาเขียว 3 แก้ว) ขณะเดียวกัน การศึกษาของมหาวิทยาลัย Cleveland&#8217;s Western Reserve สรุปว่า การดื่มชาเขียวสี่แก้วหรือมากกว่านั้น จะช่วยป้องกันโรคปวดข้อ หรือลดอาการปวดใน กรณีของคนที่ป่วยอยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่สถาบันวิจัยมะเร็ง Saitama พบว่า การเกิดโรคมะเร็งเต้านม หรือ การขยายตัวของโรคนั้น จะน้อยลงในผู้หญิงที่มีประวัติดื่มชาเขียว 5 ถ้วย หรือมากกว่านั้นต่อ 1 วัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มีการศึกษาเรื่องคุณสมบัติการป้องกันมะเร็งของชาเขียว พบว่าคุณสามารถได้รับปริมาณ Polyphenols ในปริมาณที่ต้องการได้โดยดื่มชาเขียวเพียง 2 ถ้วยต่อวัน แต่บริษัทผู้ค้าชาเขียวชนิดแคปซูลกลับกล่าวว่า หากต้องการให้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วล่ะก็ จะต้องดื่มชาเขียวถึงวันละ 10 ถ้วยเลยทีเดียว ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม การ<span style="color: #993366;">ดื่มชาเพียง 4-5 ถ้วยต่อวัน ดูจะปลอดภัยที่สุด </span>และถ้าคุณจริงจังกับการดื่มชาเขียวมาก ก็อาจจะดื่มได้มากกว่านั้น แต่จะได้ประโยชน์มากน้อยขึ้นอย่างไรนั้นก็คงต้องรอผลการวิจัยอื่น ๆ ต่อไป</p>
<p>ชาเขียวมีผลร้ายบ้างหรือไม่<br />
    จนถึงปัจจุบัน ผลด้านลบที่พบจากการดื่มชาเขียวคืออาการนอนไม่หลับ เนื่องมาจากคาเฟอิน อย่างไรก็ตาม ชาเขียวยังมีคาเฟอินน้อยกว่ากาแฟ คือประมาณ 30-60 มก. ต่อชา 6-8 ออนซ์ เมื่อเทียบกับจำนวนคาเฟอิน กว่า 100 มก. ที่พบในกาแฟ 8 ออนซ์</p>
<p style="text-align: left;">ที่มา <a href="http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/General/Pakinaka/46.htm" target="_blank">http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/General/Pakinaka/46.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/ความมหัศจรรย์ของชาเขียว.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาเขียว (2)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-2.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 05:15:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาเขียว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=78</guid>
		<description><![CDATA[ล้างพิษด้วยชาเขียว ชาเขียว ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็ คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์ สรุปกลไกการทำงานของชาเขียวในการล้างพิษได้ดังนี้ ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียวช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจากอาหาร ยา และสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้สุขภาพของตับดีขึ้นด้วย ความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็งของชาเขียว ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลที่ผิดปกติ เนื้องอก และเซลมะเร็งได้ ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการพัฒนาการทำงานได้ดีขึ้น จึงลดการแทนที่จากแบคทีเรียที่ไม่ดีได้ ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ชาเขียวจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมอง ชาเขียวสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ในระหว่างวันของร่างกายให้มากขึ้น   ข้อดีของชาเขียว ต้านโรคไขข้ออักเสบ กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือมีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ ลดระดับคอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียว ช่วยทำลายคอเลสเทอรอล และกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดีอีกด้วย ควบคุมน้ำหนัก ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span class="mw-headline">ล้างพิษด้วยชาเขียว</span></h2>
<p>ชาเขียว ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็ คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์ สรุปกลไกการทำงานของชาเขียวในการล้างพิษได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง</li>
<li>ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียวช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจากอาหาร ยา และสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้สุขภาพของตับดีขึ้นด้วย</li>
<li>ความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็งของชาเขียว ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลที่ผิดปกติ เนื้องอก และเซลมะเร็งได้</li>
<li>ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการพัฒนาการทำงานได้ดีขึ้น จึงลดการแทนที่จากแบคทีเรียที่ไม่ดีได้ ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น</li>
<li>ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ชาเขียวจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมอง</li>
<li>ชาเขียวสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ</li>
<li>ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ในระหว่างวันของร่างกายให้มากขึ้น</li>
</ul>
<p> </p>
<h2><span class="mw-headline">ข้อดีของชาเขียว</span></h2>
<ul>
<li>ต้านโรคไขข้ออักเสบ กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือมีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ</li>
<li>ลดระดับคอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียว ช่วยทำลายคอเลสเทอรอล และกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดีอีกด้วย</li>
<li>ควบคุมน้ำหนัก ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ การจิบชาเขียวสามารถช่วยได้ดีทีเดียว จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า ชาเขียวช่วยเร่งให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและไขมันมากขึ้น</li>
<li>กลิ่นปากและแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุ การดื่มชาเขียวนอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย อันที่จริงแล้วพบว่าชาเขียวเป็นตัวช่วยยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ต่อสู้กับเชื้อไวรัสในปากโดยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ผลการทดลองชี้ว่ายาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากอย่างเดียวนั้น ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส ผลการศึกษาสรุปว่า สารพอลิฟีนอลส์ในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียถึง 30% และลดการผลิตของสารประกอบที่เป็นสาเหตุทำให้ลมหายใจเหม็นบูด นอกจากนี้ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันฟันผุ โดยช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหินปูนที่มาเกาะฟัน คนส่วนใหญ่จะดื่มชาเขียวหลังอาหาร เพื่อช่วยให้ลมหายใจและกลิ่นปากสะอาดสดชื่น</li>
<li>ป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี ข้อมูลในวารสารวิทยาภูมิคุ้มกันทางการแพทย์ และโรคภูมิแพ้ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนตีพิมพ์ไว้ว่า สารแคเทชินในชาเขียวโดยเฉพาะพระเอกตัวเก่ง EGCG มีสรรพคุณป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวเข้มข้นช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวี จับตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดที่มีความสำคัญต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า &#8220;ทีเซลล์&#8221; (T cells) ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ ถ้ามีผลการศึกษาเพิ่มเติมยืนยันผลการวิจัยดังกล่าวนี้ นักวิจัยกล่าวว่าจะนำสารในชาเขียวมาใช้ทดลองในการผลิตยาชนิดใหม่ เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อเอชไอวี</li>
</ul>
<h2> </h2>
<h2><span class="mw-headline">โทษของชาเขียว</span></h2>
<p>ชาเขียวจะมีประโยชน์ แต่ชาที่เข้มข้นเกินไป ก็อาจจะมีโทษได้เช่นกัน</p>
<ul>
<li>ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไทรอย์ จะมีอาการกระสับกระส่าย ใจเต้นเร็ว มือสั่นอยู่แล้ว การดื่มชาจะทำให้มีอาการเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น</li>
<li>หญิงมีครรภ์ ควรงดดื่มเพราะจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์</li>
<li>ในรายที่เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรงดดื่มชา เพราะกาเฟอีนจะทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ คือเต้นเร็วขึ้น (หากชอบดื่มชา ก็อาจเลือกชาชนิดที่สกัดกาเฟอีนออกแล้วก็ได้)</li>
<li>คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา เพราะชาจะกระตู้นให้ผนังกระเพราะอาหารหลั่งน้ำย่อยซึ่งมีสภาวะเป็นกรดมามากกว่าปกติ ทำให้อาการอักเสบยิ่งรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามในกรณีที่เป็นโรคกระเพาะแต่เลิกดื่มชาไม่ได้ การเติมนมก็มีประโยชน์ เพราะนมยับยั้งแทนนินไม่ให้ออกฤทธิ์กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพราะอาหาร</li>
<li>การดื่มชาแทนอาหารเช้าจะทำให้ ร่างกายขาดสารอาหาร จึงควรเติมนมหรือน้ำตาลอาจเพิ่มเพิ่มคุณค่าได้บ้าง และควรกินอาหารชนิดอื่นร่วมด้วย</li>
<li>การดื่มชาในปริมาณที่เข้มข้นมากๆจะทำให้เกิดอาการท้องผูก และนอนไม่หลับ</li>
<li>ไม่ควรดื่มชาที่ร้อนจัดมากๆเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ระคายเคืองต่อเซลล์ จะทำให้เกิดโรคมะเร็งสูง</li>
<li>การดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้</li>
<li>ในกรณีที่ดื่มชาเพื่อต้องการเสริมสุขภาพและป้องกันมะเร็ง การเติมนมในชาก็ไม่ได้ผล เพราะฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเกิดจากสารแทนนิน แต่การเติมนมลงไปนมจะไปจับกับสารแทนนิน ไม่ให้ออกฤทธิ์</li>
</ul>
<p style="text-align: left;">ที่มา <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7</a></p>
<p> </p>
<h2>ข้อห้ามในการดื่มชาที่สำคัญ</h2>
<ul>
<li>ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา เพราะสารต่างๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่อยาที่กินเข้าไป อาจทำให้คุณสมบัติของยาเจือจางหรือเสื่อมสภาพลง หรือขั้นร้ายแรงอาจกลายเป็นสารพิษได้ ถ้าหากอยากดื่มควร ดื่มก่อนหรือหลังทานยาประมาณ 2 ชั่วโมง</li>
<li>ไม่ควรดื่มชาก่อนนอนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ คนชรา และเด็กเล็ก</li>
<li>ไม่ควรดื่มชาร้อนจัด เพราะการดื่มของร้อนจัดมีผลข้างเคียงต่อช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ อาจทำให้เนื้อบางส่วนในช่องปากตาย และอาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้</li>
<li>ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องหรือมีอาการไตวาย ไม่ควรดื่มน้ำชามาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยและไตต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพของไตยังทำงานได้ไม่เต็มที่</li>
<li>เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะกรดแทนนิก เมื่อรวมตัวกับธาตุเหล็กในกระเพาะอาหารและลำไส้จะกลายเป็นสารที่ไม่สามารถละลายได้ ทำให้เด็กเล็กไม่เติบโต มีอาการขาดธาตุเหล็กและเป็นโรคโลหิตจางได้</li>
<li>ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจอุดตันไม่ควรดื่มน้ำชาเข้มข้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป หากความดันโลหิตขึ้นสูงมาก หรือหัวใจถูกกระตุ้นมากเกินขีดจะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างรวดเร็วฉับพลัน</li>
<li>ผู้ที่มีไข้สูง ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะด่างในน้ำชาจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กรดแทนนิกในน้ำชายังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการขับเหงื่อของร่างกายทำงานบกพร่อง</li>
</ul>
<p>ที่มา <a href="http://women.sanook.com/health/foods/know_eat/knoweat_09693.php" target="_blank">http://women.sanook.com/health/foods/know_eat/knoweat_09693.php</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาเขียว (1)</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-1.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-1.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 04:42:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาเขียว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=74</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติชาเขียว ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมีแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร จะรักความสะอาดมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้ ประเภทของชาเขียว มี 2 ประเภท 1. ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา ชาเขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง 2. ชาเขียวแบบจีน ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อน วิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะสูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณครึ่งหนึ่ง   ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด 1. กาเฟอีน(caffein) ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้น ให้สมองสดชื่น แจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต ผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ 2. แทนนิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>ประวัติชาเขียว</h2>
<p>ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมีแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร จะรักความสะอาดมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้</p>
<h2>ประเภทของชาเขียว มี 2 ประเภท</h2>
<p>1. ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา ชาเขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง<br />
2. ชาเขียวแบบจีน ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อน<br />
วิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะสูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณครึ่งหนึ่ง</p>
<p> </p>
<h2>ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด</h2>
<p>1. กาเฟอีน(caffein)<br />
ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้น ให้สมองสดชื่น แจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต ผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ</p>
<p>2. แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin)<br />
พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็นสารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดีจึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ ในกานานเกินไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามากทำให้ชาเขียวมีรสขมแต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้มใบชานานๆเพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามากแทนนินยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า สารแคซิทิน (catecihns) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่งในชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง</p>
<h2><span class="mw-headline"><br />
วิธีเก็บรักษาใบชา</span></h2>
<p>วิธีเก็บรักษาใบชา ควรเก็บในที่แห้ง ณ อุณหภูมิห้อง ในภาชนะที่ปิด สนิท และปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้</p>
<p>1. บรรจุซองฟอยด์ ให้รีดลมออกให้หมด เพื่อมิให้กลิ่นกระจายหาย และ คงให้ใบชาสดใหม่อยู่เสมอ</p>
<p>2. บรรจุภาชนะอื่น ภาชนะนั้นต้องทึบแสง เช่น กระป๋องไม้ หรือกระป๋อง อะลูมิเนียม หลีกเลี่ยงการเก็บใบชาไว้ในภาชนะที่แสงสามารถลอดผ่านได้ เนื่องจากมีผลเสียต่อใบชา</p>
<p>3. ภาชนะนั้นๆต้องปราศจากกลิ่นแปลกปลอมใดๆ เนื่องจากใบชามีคุณ สมบัติดูดกลิ่นอย่างดี ดังนั้นควรทำความสะอาดภาชนะนั้นด้วยน้ำสะอาด หลายๆครั้ง จนแน่ใจว่าสะอาดที่สุดแล้ว</p>
<p>4. ไม่ควรวางไว้ใกล้สถานที่ที่มีกลิ่นความรุนแรง หรือกลิ่นแปลกปลอม ต่างๆ</p>
<p> </p>
<h2><span class="mw-headline">วิธีการชงชา</span></h2>
<p>1. ใส่ใบชาในกาชาประมาณ 1/6 -1/4</p>
<p>2. รินน้ำเดือดลงในกาชาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้าง และอุ่นใบชาให้ตื่นตัว</p>
<p>3. รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็ม ปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 &#8211; 60 วินาที</p>
<p>4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำให้หมดกา มิฉะนั้น จะทำให้น้ำชาที่เหลือมีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาติ) ใบชาสามารถชงได้ 4 &#8211; 6 ครั้ง หรือจนกว่ากลิ่นชาจะหายหอมไป และในการชงแต่ละครั้ง ให้เพิ่มเวลาครั้งละ 10 &#8211; 15 วินาที</p>
<p> </p>
<h2>การชงชาให้ได้รสชาติดี มีข้อสำคัญ 4 ประการ คือ</h2>
<p>1. ปริมาณใบชา จะใช้ใบชาเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชา เช่น ชายที่มีรูปกลมแน่น กลมกลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ใบชาที่มีลักษณะกลม แน่น จะใช้ชาประมาณ 25 % ของกาชา ใบชาเมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อน จะเริ่ม คลี่ตัวออกทีละน้อย จนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไป จะทำให้การคลาย ตัวไม่สะดวก ซึ่งรสชาติที่ชงออกมาจะไม่ได้ตามมาตรฐานของชานั้นๆ และ การเสียของใบชา เมื่อคลายตัวออกมาเต็มที่ ควรจะมีปริมาณประมาณ 90% ของกาชา</p>
<p>2. อุณหภูมิน้ำ น้ำที่ชงชาไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเดือด 100 องศาเซลเซียส แต่ต้องดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่น อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาที่ทรงแน่นกลม อุณหภูมิ 80 &#8211; 90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชาที่มีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย หรือชาที่มีใบอ่อนมาก อุณหภูมิต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส ใช้ชงกับชาเขียวทั่วๆไป</p>
<p>3. เวลา การใช้เวลานานหรือไม่นานนั้น จะบอกได้ว่า น้ำชาจะอ่อนหรือ แก่ โดยปกติประเภทกลมแน่น จะใช้เวลาใรครั้งแรกประมาณ 40 &#8211; 60 วินาที ครั้งต่อๆไป เพิ่มอีกครั้งละ 10 &#8211; 15 วินาที/ครั้ง</p>
<p>4. กาชา กาที่ใช้ควรเป็นกาที่ทำจากดินเผา กาดินเผาจะเก็บความร้อน ได้ดีกว่า และให้การตอบสนองที่ดีกว่ากาที่ทำจากวัสดุอื่น</p>
<p style="text-align: left;">ที่มา <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/ชาเขียว-1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณรู้จักชาดีแค่ไหน</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/คุณรู้จักชาดีแค่ไหน.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/คุณรู้จักชาดีแค่ไหน.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 01:40:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[คุณรู้จักชาดีแค่ไหน พรนภา น้อยพันธ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา        ไม่ว่าจะเป็นชาประเภทใดที่ขายในท้องตลาดล้วนแล้วแต่มาจากพืชชนิดเดียวกันคือ คาเมลเลีย ซีเนนซีส (Camellia sinensis) หรือต้นชา ซึ่งอาจจะเป็นพันธ์อัสสัมหรือชาจีนก็ได้ ส่วนเครื่องดื่มสมุนไพรอื่นๆ นั้นไม่ใช่ชาที่แท้จริง การที่ชามีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น ชาเขียว ชาอูหลง และชาฝรั่งนั้น เนื่องมาจากชาเหล่านี้มีระดับการหมัก ในกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน                 ซึ่งการหมักชา (fermentation) คือการปล่อยให้เอ็นไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดส (polyphenaloxidase) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็นไซม์คาเทคอล ออกซิเดส (catechol oxidase) ที่มีอยู่ในใบชาสด ออกซิไดซ์คาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารประกอบ ฟีนอลประเภทหนึ่ง อยู่ในกลุ่มของฟลาวานอยด์ (flavanoid) ให้เป็นทีฟลาวิน(theaflavin) และทีรูบิจิน (thearubigins) ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นรสในน้ำชา และทำให้ชามีสีแดงเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม                 จากระดับการหมักที่แตกต่างกัน จึงสามารถแบ่งประเภทของชาได้ 3 ประเภท คือ 1.       ชาที่ไม่ผ่านการหมักหรือชาเขียว (Green tea)  ที่นิยมดื่ม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;">คุณรู้จักชาดีแค่ไหน</h2>
<p style="text-align: center;">พรนภา น้อยพันธ์<br />
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร</p>
<p style="text-align: center;">สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา</p>
<p style="text-align: left;">       ไม่ว่าจะเป็นชาประเภทใดที่ขายในท้องตลาดล้วนแล้วแต่มาจากพืชชนิดเดียวกันคือ คาเมลเลีย ซีเนนซีส (Camellia sinensis) หรือต้นชา ซึ่งอาจจะเป็นพันธ์อัสสัมหรือชาจีนก็ได้ ส่วนเครื่องดื่มสมุนไพรอื่นๆ นั้นไม่ใช่ชาที่แท้จริง การที่ชามีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น ชาเขียว ชาอูหลง และชาฝรั่งนั้น เนื่องมาจากชาเหล่านี้มีระดับการหมัก ในกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน</p>
<p style="text-align: left;">                ซึ่งการหมักชา (fermentation) คือการปล่อยให้เอ็นไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดส (polyphenaloxidase) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็นไซม์คาเทคอล ออกซิเดส (catechol oxidase) ที่มีอยู่ในใบชาสด ออกซิไดซ์คาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารประกอบ ฟีนอลประเภทหนึ่ง อยู่ในกลุ่มของฟลาวานอยด์ (flavanoid) ให้เป็นทีฟลาวิน(theaflavin) และทีรูบิจิน (thearubigins) ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นรสในน้ำชา และทำให้ชามีสีแดงเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม</p>
<p style="text-align: left;">                จากระดับการหมักที่แตกต่างกัน จึงสามารถแบ่งประเภทของชาได้ 3 ประเภท คือ</p>
<p style="text-align: left;">1.       ชาที่ไม่ผ่านการหมักหรือชาเขียว (Green tea)  ที่นิยมดื่ม เช่น ชาหลงจิ่ง</p>
<p style="text-align: left;">2.       ชาที่ผ่านการหมัก 10-80 % หรือชาอูหลง (Oolong tea) ที่นิยมดื่ม เช่น ชาอู่หลง, ชาทิกวนอิม</p>
<p style="text-align: left;">3.       ชาที่ผ่านการหมัก 100% หรือชาฝรั่ง (Black tea) ชาวจีนเรียกชาแดง ที่นิยมดื่ม เช่น ชาอัสสัม จากประเทศอินเดีย และชาผูเอ่อ จากประเทศจีน</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p><span id="more-56"></span></p>
<p style="text-align: left;">1.       ชาที่ไม่ผ่านการหมักหรือชาเขียว (Green tea)<br />
          <span style="color: #333399;">เป็นชาที่ไม่มีขั้นตอนการหมักยอดใบชาสดระหว่างกระบวนการผลิต</span> เพราะจะใช้วิธีให้ความร้อนหยุดยั้งการสลายตัวของยอดใบชา หรือปฏิกิริยาของเอ็นไซม์ในการย่อยสลายตัวเอง ทำให้ไม่เกิดการหมัก แล้วจึงนำยอดใบชาสดมาทำให้แห้งเป็นชาที่ยังมีพีลีฟีนอลอยู่มาก <span style="color: #333399;">สีของยอดใบชาแห้งที่ได้เป็นสีเขียวเข้ม</span> ชาประเภทนี้เป็นที่นิยมดื่มกันมากในประเทศจีน ญี่ปุ่น รสอ่อน <span style="color: #008000;">สีน้ำชาเป็นสีเขียว หรืเหลืองอมเขียว</span> กากชีสีเขียวค่อนข้างสด ชาเขียวรู้จักกันแพร่หลาย เช่น ชาหลงจิ่ง ชาญี่ปุ่น เป็นต้น  </p>
<p style="text-align: left;">ชาเขียวสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ<br />
 1) ชาเขียวอบไอน้ำ  เป็นชาที่หยุดกระบวนการทางเคมีในยอดใบชาด้วยการอบไอน้ำ ในช่วงเวลาสั้นๆ คือเมื่อเก็บยอดใบชาแล้ว นำมานึ่งด้วยไอน้ำอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 0.7 นาที เพื่อหยุดกิจกรรมของเอนไซม์ โพลีฟีนอลออกซิเดส เสร็จแล้วนำไปนวดอบไอร้อนเพื่อลดปริมาณความชื้นในยอดใบชาลง ต่อจากนั้นนำมานวดในอุณหภูมิห้องปกติเพื่อทำให้เซลล์แตก และนวดด้วยความร้อนอีก เพื่อทำให้ยอดใบชาม้ววนตัวสวยงาม แล้วนำไปอบแห้งให้ความชื้นลดเหลือ 4% ชาเขียวอบไอน้ำส่วนใหญ่ มีการแปรรูปในประเทศญี่ปุ่น สีของน้ำชาประเภทนี้จะมีสีเขียวถึงสีเขียวอมเหลือง เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์อยู่</p>
<p style="text-align: left;"> 2) ชาเขียวคั่ว เป็นชาที่หยุดกระบวนการทางเคมี ในยอดใบชาด้วยกระบวนการคั่วในกระทะร้อนที่อุณหภูมิสูงประมาณ 300-350 องศาเซลเซียส แล้วนำไปนวดให้เซลล์แตกและม้วนตัว และอบแห้ง ชาเขียวคั่วสามารถแยกได้สองแบบ คือชาเขียวคั่วหมักอ่อน และชาเขียวที่ไม่มีการหมัก สีน้ำชามีสีอ่อนอมเหลือง ส่วนใหญ่มีการแปรรูปที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน และเกาะทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;"> 2.       ชาที่ผ่านการหมัก 10-80 % หรือชาอูหลง (Oolong tea)<br />
           <span style="color: #333399;">เป็นชาที่มีการหมักยอดใบชาสดในระหว่างการผลิตเพียงบางส่วน</span> โดยเพิ่มขั้นตอนการนำยอดใบชามาผึ่งแดด 20-40 นาที ทำให้อุณหภูมิยอดใบชาสูงขึ้น เกิดกลิ่นหอม แล้วนำไปผึ่งในร่มอีกครั้งพร้อมเขย่ากระตุ้นยอดชาให้ตื่นตัว เร่งการหมัก แล้วจึงนำยอดชาที่หมักแล้วมาทำให้แห้ง การหมักทำให้น้ำชามีสีเข้มขึ้นความแก่อ่อนของการหมักขึ้นกับระยะเวลาการผึ่งและเขย่ากระตุ้น ชนิดชาที่รู้จักกันดีคือ ชาอูหลง ชาประเภทนี้รสชาติน้ำชาเข้มข้นและมีกลิ่นหอม <span style="color: #993366;">น้ำชามีสีเหลืองอมเขียว น้ำตาลอมเขียว น้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลส้ม</span> ขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต กากชามีสีเขียวอมเหลือง นิยมดื่มกันมากในประเทศจีนตอนกลางแถบมณฑลฝูเจี๋ยน กวางตุ้ง ไต้หวัน เมื่อดื่มชาชนิดนี้จะให้รสฝาดและขมเล็กน้อย ชุ่มคอ เป็นชาที่ผู้ดื่มชาจีนในประเทศไทยรู้จักกันดี ชาที่ดื่มเป็นชาที่หมักปานกลาง ค่อนข้างแก่ถึงมักแก่ ชามีกลิ่นหอม รสฝาดชุ่มคอ ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน มณฑล กวางตุ้ง มณฑลฝูเจี๋ยน ต่อมามีการผลิตชาอูหลงแถบดอยแม่สลอง ดอยวาวี โดยนำเทคโนโลยีการผลิตมาจากไต้หวัน จึงได้ชาอูหลงที่มีคุณภาพดี กลิ่นหอม รสชาติชุ่มคอ ทำให้ชาอูหลงเป็นที่รู้จักและดื่มกันมากขึ้น</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;">3.       ชาที่ผ่านการหมัก 100% หรือชาฝรั่ง (Black tea) <br />
          <span style="color: #333399;">เป็นชาที่ปล่อยให้เกิดการหมักอย่างเต็มที่</span> แล้วจึงนำไปทำแห้ง <span style="color: #333399;">ยอดใบชาแห้งที่ได้มีสีดำเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม</span> เป็นชาที่นิยมดื่มกันทั่วโลก โดยเฉพาะแถบยุโรปหรือพวกฝรั่ง คนไทยจึงเรียกว่า<span style="text-decoration: underline;">ชาฝรั่ง</span> บางคนเรียกว่า<span style="text-decoration: underline;">ชาผง</span> เพราะส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นผง <span style="color: #333399;">บางครั้งเรียก<span style="text-decoration: underline;">ชาดำ</span> ตามลักษณะของสีใบชาแห้ง แต่ชาวจีนเรียก<span style="text-decoration: underline;">ชาแดง</span> ตามลักษณะสีของน้ำชาที่เป็นสีส้มหรือสีน้ำตาลแดง</span> การผลิตชาฝรั่งจะให้สีและ<span style="color: #333399;">รสชาติเข้มข้น</span>ทีสุด น้ำชาเป็นสีส้มหรือสีน้ำตาลแดง ชาฝรั่งจะนิยมใช้ยอดชาพันธุ์อัสสัม เพราะชาอัสสัมจะมีสารโพลีฟีนอลสูง ชาประเภทนี้ได้แก่ ชาคีมุนของจีน ชาของอินเดีย และชาของศรีลังกา<br />
        ยังมีชาอีกชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคอาจเคยได้ยินคือ ชาขาว (white tea) จัดเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักมีขั้นตอนการผลิตเช่นเดียวกับชาเขียว แต่แตกต่างกันตรงวัตถุดิบหรือยอดใบชาที่ใช้ โดยชาวเขาจะได้จากการเลือกเก็บยอดชาที่อ่อนมาก คือยอดอ่อนที่ยังตูม มีขนเล็กๆสีขาวปกคลุมยอดชาอยู่ มีลักษณะคล้ายเข็มเงิน และใบอ่อน 2 ใบแรกเท่านั้น ซึ่งจะมีแทนนินและคาเฟอีนต่ำ นำมาผ่านไอน้ำทันที แล้วทำให้แห้ง ยอดใบชาจะคงสภาพ เหมือนยอดใบชาสด และมีสีขาว น้ำชาที่ชงจากชาขาวจะใสถึงสีเหลืองอ่อน</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;">        นอกจากนี้ยังมีชาผสม (Blended Tea)  เป็นหนึ่งในชาที่คนชื่นชอบบริโภค โดยในการผสมชากับส่วนผสมอื่นๆ นั้นก็เพื่อที่จะเสริมสร้างรสชาติของชาให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น โดยส่วนผสมที่นิยมนำมาผสมได้แก่ ผลไม้แห้ง เช่น เปลือกส้ม หรือ ดอกไม้แห้ง เช่น ดอกซากุระ ดอกมะลิ เป็นต้น  ชาผสมที่ได้รับความนิยมมีอยู่หลายชนิด อาทิ ชา Oriental ที่เกิดจากส่วนผสมระหว่าง ชาดำ กับเปลือกส้ม และดอกมะลิ ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับชามากยิ่งขึ้น ในแง่ของวิตามินซีจากเปลือกส้ม และกลิ่นหอมจากดอกมะลิ เป็นการสร้างความรื่มรมย์ในขณะจิบชา</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;">ที่มา : สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา<br />
<a href="http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1390" target="_blank">http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1390</a><br />
<a href="http://www.satitcmu.net/index.php?name=Forums&amp;file=viewtopic&amp;printertopic=1&amp;t=410&amp;postdays=0&amp;postorder=asc&amp;&amp;start=15">http://www.satitcmu.net/index.php?name=Forums&amp;file=viewtopic&amp;printertopic=1&amp;t=410&amp;postdays=0&amp;postorder=asc&amp;&amp;start=15</a></p>
<p style="text-align: left;">อ่านเพิ่มเติม<br />
มหัศจรรย์แห่งชา <a href="http://www.nationejobs.com/content/worklife/afterwork/template.php?conno=805">http://www.nationejobs.com/content/worklife/afterwork/template.php?conno=805</a><br />
ชาหลงจิ่ง <a href="http://cyberjoob.multiply.com/journal/item/42" target="_blank">http://cyberjoob.multiply.com/journal/item/42</a><br />
ชาอูหลง <a href="http://cyberjoob.multiply.com/journal/item/17" target="_blank">http://cyberjoob.multiply.com/journal/item/17</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/คุณรู้จักชาดีแค่ไหน.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับ..ไม่เคยเป็นหวัดมา 3 ปีกว่าแล้ว‏</title>
		<link>http://www.enjoyday.net/เคล็ดลับไม่เคยเป็นหวัด.html</link>
		<comments>http://www.enjoyday.net/เคล็ดลับไม่เคยเป็นหวัด.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2009 12:28:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.enjoyday.net/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มา Forward Mail</p>
<p>@@.. ผมไม่เคยเป็นหวัด มา 3 ปีกว่าแล้ว ..มาบอกเคล็ด(ไม่) ลับ ครับ.. @@<br />
… เมื่อก่อน ! ไม่ได้เลยละครับ ฝนปรอยใส่หน่อยละไม่ได้เชียว หวัดถามหาตลอด<br />
เริ่มจากอาการเจ็บคอ ต้องวิ่งหายาแก้กินกันไว้ก่อน หลายคนก็เคยแนะนำให้<br />
ออกกำลังกาย …<br />
ผมนะเล่นเพาะกายด้วยซ้ำ แล้วทำไมเป็นหวัดบ่อย<br />
จนถึงวันหนึ่งเมื่อสามปีกว่าที่แล้ว ผมมีโอกาส<br />
ได้อ่านผลการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สรุปได้ว่า ใน<br />
100 คน ที่เค้าทำการวิจัย ได้ผลถึง 70 % เค้าทำการ ทดลองดังนี้ครับ ……. ง่ายๆเลยครับ ….<br />
ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำให้กลั้วคอ โดยแหงนคอให้สูงๆ แล้วกลั้วคอ<br />
แบบที่มีเสียง คร๊อกๆๆๆๆๆๆๆ<br />
นั่นละครับ ทำหลายๆ ครั้ง กลั้วคอให้ ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ ยิ่งหลังอาหารยิ่งต้องทำ<br />
เพราะไขมันจะเกาะบริเวณคอมาก เป็นที่จับเชื้อโรคไว้มาก<br />
หากมีอาการเจ็บคอคล้ายจะเป็นหวัด รีบทำทันทีเลยครับ<br />
….. เชื่อมั้ยเชื่อ ไม่ว่ากันนะครับ แต่สำหรับผมมันใช้ได้ผลครับ ….<br />
ขอขอบคุณบทความดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ทำให้ผมสุขภาพดีขึ้นด้วยครับ….ขอบคุณครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.enjoyday.net/เคล็ดลับไม่เคยเป็นหวัด.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
